โพสโดย สายใจ จันเวียง โพสวันที่ 9 ตุลาคม 2569 , 13:26:25 (อ่าน 39 ครั้ง)
สกัดองค์ความรู้ KM ชื่อผลงาน :เยือนชุมชน ชมวิถีคนทำเทียน 9 วัด: นวัตกรรมบริการดิจิทัลเพื่อยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ผลงาน UBU KM FAIR 2026 | ประเภทผลงาน: AI Hackathon | นวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการองค์กรและการให้บริการ
ชื่อผลงาน: เยือนชุมชน ชมวิถีคนทำเทียน 9 วัด: นวัตกรรมบริการดิจิทัลเพื่อยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
เจ้าของผลงาน: นายชูไท วอทอง ศูนย์นวัตกรรมบริการวิชาการ สำนักงานมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
1. ที่มาและความสำคัญ
กิจกรรม “เยือนชุมชน ชมวิถีคนทำเทียน 9 วัด” เป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี
เดิมการติดตามการเข้าร่วมกิจกรรมและตรวจสอบสิทธิ์รับของที่ระลึกยังขาดเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมตรวจสอบความก้าวหน้าของตนเองได้อย่างสะดวก และมีข้อจำกัดจากการใช้บัตรสะสมตราประทับแบบกระดาษ ซึ่งอาจถูกปลอมแปลงหรือคัดลอกได้
จึงมีการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน “พาสปอร์ตบุญ” (Digital Passport) โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อช่วยลดขั้นตอนการทำงาน เพิ่มความถูกต้องในการตรวจสอบข้อมูล และยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว
2. วิเคราะห์ตามกระบวนการ KM
ขั้นที่ 1: ค้นหาและกำหนดความรู้ (Knowledge Identification) ระบุปัญหาการทำงาน ได้แก่ การติดตามการเช็คอิน 9 วัด การตรวจสอบสิทธิ์รับของที่ระลึก และข้อจำกัดของบัตรสะสมตราประทับแบบกระดาษ
ขั้นที่ 2: สร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation) พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้ AI (Claude) ช่วยออกแบบโครงสร้างระบบ เขียนและปรับปรุงโค้ด รวมถึงตรวจสอบตรรกะและข้อผิดพลาด
ขั้นที่ 3: จัดเก็บและรวบรวมความรู้ (Knowledge Storage) บันทึกข้อมูลการลงทะเบียนและการเช็คอินผ่าน Google Apps Script และ Google Sheets เพื่อให้มีฐานข้อมูลส่วนกลางสำหรับตรวจสอบความก้าวหน้าและสิทธิ์ของผู้เข้าร่วม
ขั้นที่ 4: แบ่งปันและถ่ายทอดความรู้ (Knowledge Sharing) เผยแพร่และสาธิตการใช้งานเว็บแอปพลิเคชัน เพื่อให้เกิดการรับรู้ต่อรูปแบบบริการดิจิทัล และสามารถนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้กับกิจกรรมอื่นได้
ขั้นที่ 5: นำความรู้ไปใช้และต่อยอด (Knowledge Application) นำระบบไปใช้จริงกับกิจกรรม 9 วัด และสามารถปรับแนวคิดไปใช้กับกิจกรรมเช็คอินหลายจุด งานประชุม นิทรรศการ หรือกิจกรรมสะสมสิทธิ์รับรางวัลอื่น ๆ
3. องค์ความรู้สำคัญที่สกัดได้
องค์ความรู้ที่ 1: การเปลี่ยนงานรูปแบบเดิมให้เป็นบริการดิจิทัล เปลี่ยนจากการสะสมตราประทับบนกระดาษเป็นการสแกน QR Code ประจำวัด ทำให้ผู้เข้าร่วมติดตามความก้าวหน้าของตนเองได้สะดวกขึ้น
องค์ความรู้ที่ 2: การจัดการข้อมูลจากฐานข้อมูลส่วนกลาง การรวบรวมข้อมูลเช็คอินไว้ในฐานข้อมูลเดียว ช่วยให้ตรวจสอบการเข้าร่วมครบ 9 วัดและสิทธิ์รับของที่ระลึกได้อย่างเป็นระบบ โดยใช้ข้อมูลจริงแทนการพึ่งพาบัตรกระดาษเพียงอย่างเดียว
องค์ความรู้ที่ 3: การประยุกต์ใช้ AI เพื่อพัฒนางาน ใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการออกแบบระบบ เขียนและปรับปรุงโค้ด และตรวจสอบข้อผิดพลาด ทำให้สามารถพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลให้ตอบโจทย์งานบริการได้ โดยยังต้องตรวจสอบความถูกต้องของระบบก่อนใช้งานจริง
องค์ความรู้ที่ 4: การออกแบบบริการโดยยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เว็บแอปพลิเคชันใช้งานผ่านเบราว์เซอร์บนโทรศัพท์มือถือได้ทันที ไม่ต้องติดตั้งแอปเพิ่มเติม และรองรับภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ จึงช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม
4. ผลลัพธ์จากการนำองค์ความรู้ไปใช้จริง
ผู้ลงทะเบียน 241 คน
เช็คอินครบ 9 วัด
113 คน
คิดเป็น 46.9%
การสแกนเช็คอินรวม
1,321 ครั้ง
ระยะเวลากิจกรรม
15 วัน
ผลลัพธ์สำคัญ ได้แก่
- มีระบบดิจิทัลรองรับการติดตามการเช็คอินและตรวจสอบสิทธิ์
- ลดการพึ่งพาบัตรสะสมตราประทับแบบกระดาษ
- มีข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมสำหรับใช้ตรวจสอบย้อนหลัง
- สามารถเชื่อมโยงกับบริการรถสองแถวนำเที่ยวฟรีตลอดเส้นทาง 9 วัด
- มีศักยภาพในการขยายผลไปยังกิจกรรมประเภทอื่น
*หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็นผลการดำเนินงานตามเอกสารที่ให้มา ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าระบบลดต้นทุนหรือเวลาทำงานได้เป็นจำนวนเท่าใด เนื่องจากเอกสารที่อ่านได้ไม่ได้ระบุตัวเลขเปรียบเทียบก่อนและหลังใช้งาน
5. บทเรียนและแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice)
สิ่งที่หน่วยงานสามารถเรียนรู้และนำไปใช้ได้ มีดังนี้
1. เริ่มจากปัญหาของผู้ใช้งานจริง ก่อนเลือกเทคโนโลยี ควรระบุให้ชัดว่าปัญหาอยู่ตรงไหนและต้องการให้ระบบช่วยอะไร
2. ออกแบบระบบให้ใช้งานง่าย ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเลือกเครื่องมือที่ผู้ใช้เข้าถึงได้สะดวก
3. จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ กำหนดแหล่งข้อมูลกลางและเงื่อนไขการตรวจสอบให้ชัดเจน
4. ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ควบคู่กับการตรวจสอบความถูกต้อง ความปลอดภัย และการทำงานของระบบโดยผู้รับผิดชอบ
5. นำผลการใช้งานจริงมาปรับปรุงงาน รวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนาระบบในครั้งต่อไป
6. ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ผู้อื่นนำไปใช้ได้ จัดทำคู่มือ ขั้นตอนการใช้งาน และแนวทางปรับระบบให้เหมาะกับกิจกรรมอื่น
6. การจำแนกองค์ความรู้ตามหลัก KM
ประเภทความรู้ ตัวอย่างจากผลงาน
- ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) โครงสร้างเว็บแอปพลิเคชัน ขั้นตอนการสแกน QR Code การจัดเก็บข้อมูล และเงื่อนไขการตรวจสอบสิทธิ์
- ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ประสบการณ์ของผู้พัฒนาในการแก้ปัญหา ออกแบบกระบวนการ และใช้ AI ช่วยพัฒนาระบบให้ตรงกับการทำงานจริง
ข้อสังเกต: ความรู้ฝังลึกข้างต้นเป็นความรู้ที่สามารถสกัดต่อจากประสบการณ์การทำงานของผู้พัฒนาได้ แต่เอกสารไม่ได้บันทึกรายละเอียดประสบการณ์เหล่านี้ไว้ครบถ้วน จึงควรสัมภาษณ์ผู้พัฒนาเพิ่มเติมเพื่อรวบรวมเป็นองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดได้จริง
7. แนวทางการต่อยอดและพัฒนาองค์ความรู้
- จัดทำคู่มือการใช้งานสำหรับผู้ดูแลระบบและผู้เข้าร่วมกิจกรรม
- จัดทำแผนผังกระบวนการตั้งแต่ลงทะเบียน เช็คอิน ตรวจสอบข้อมูล จนถึงรับของที่ระลึก
- บันทึกปัญหาที่พบและวิธีแก้ไข เพื่อให้บุคลากรคนอื่นสามารถดูแลระบบต่อได้
- กำหนดมาตรการสำรองข้อมูล การกำหนดสิทธิ์เข้าถึง และการป้องกันการเช็คอินซ้ำหรือการใช้สิทธิ์โดยมิชอบ
- ประเมินผลก่อนและหลังใช้ระบบ เช่น ระยะเวลาทำงาน จำนวนข้อผิดพลาด และความพึงพอใจของผู้ใช้งาน
8. สรุปองค์ความรู้
ชื่อองค์ความรู้: การประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาระบบบริการนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ปัญหา: การติดตามการเช็คอินหลายจุดและการตรวจสอบสิทธิ์ด้วยบัตรกระดาษมีข้อจำกัดด้านความสะดวกและความน่าเชื่อถือ
วิธีการ: พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันพาสปอร์ตบุญ ใช้ QR Code เชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลส่วนกลาง และประยุกต์ใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการพัฒนาระบบ
องค์ความรู้ที่ได้รับ: การวิเคราะห์ปัญหางานบริการ การออกแบบกระบวนการดิจิทัล การจัดการข้อมูล และการใช้ AI สนับสนุนการพัฒนางาน
ผลสำเร็จ: มีผู้ลงทะเบียน 241 คน เช็คอินครบ 9 วัด จำนวน 113 คน และมีการสแกนรวม 1,321 ครั้งในระยะเวลา 15 วัน
การขยายผล: สามารถประยุกต์ใช้กับกิจกรรมท่องเที่ยวหลายจุด งานประชุม นิทรรศการ และกิจกรรมสะสมสิทธิ์รับรางวัลได้
บทสรุปตามหลัก KM: หัวใจสำคัญของผลงานนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างเว็บแอปพลิเคชัน แต่คือการนำปัญหาจากการปฏิบัติงานจริงมาพัฒนาเป็นความรู้และแนวทางแก้ไขที่เป็นระบบ แล้วนำผลการใช้งานมาถ่ายทอดเพื่อให้หน่วยงานอื่นสามารถเรียนรู้ ประยุกต์ใช้ และต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง
ไฟล์แนบ :
ไฟล์ 1 ,
ไฟล์ 2