โพสโดย สายใจ จันเวียง โพสวันที่ 7 ตุลาคม 2569 , 15:40:33 (อ่าน 43 ครั้ง)
สกัดองค์ความรู้ KM จากผลงาน : การปรับประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาเภสัชระบาดวิทยา: การจัดสรรเวลาเรียนใหม่โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากวัตถุประสงค์การเรียนรู้ 101 ข้อ
ผลงาน UBU KM FAIR 2026 | ประเภทผลงาน: สายวิชาการ | ด้านนวัตกรรมการเรียนการสอน
ชื่อผลงาน: การปรับประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาเภสัชระบาดวิทยา: การจัดสรรเวลาเรียนใหม่โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากวัตถุประสงค์การเรียนรู้ 101 ข้อ
เจ้าของผลงาน: ผศ.ดร.ภก.แสวง วัชระธนกิจ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
1. ที่มาและความสำคัญขององค์ความรู้
การจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาควรส่งเสริมให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยตนเองและเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม แต่การบรรยายโดยผู้สอนยังมีความจำเป็นสำหรับเนื้อหาที่ซับซ้อนหรือยากต่อการทำความเข้าใจด้วยตนเอง
ปัญหาสำคัญคือ ผู้สอนจะทราบได้อย่างไรว่าเนื้อหาใดควรให้นักศึกษาเรียนรู้เอง เนื้อหาใดควรบรรยายเพิ่มเติม และควรจัดสรรเวลาเรียนอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลงานนี้จึงนำข้อมูลการประเมินตนเองของนักศึกษาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาวิเคราะห์ เพื่อจำแนกความจำเป็นของการบรรยายในวัตถุประสงค์การเรียนรู้ทั้งหมด 101 ข้อ และนำผลที่ได้มาใช้ปรับรูปแบบการสอนให้เหมาะสมกับความยากง่ายของเนื้อหา
2. วัตถุประสงค์ของการจัดการความรู้
1. เรียนรู้วิธีนำข้อมูลผลการเรียนและการประเมินตนเองของนักศึกษามาใช้พัฒนาการจัดการเรียนการสอน
2. จำแนกเนื้อหาที่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองหรือเป็นกลุ่ม ออกจากเนื้อหาที่ต้องอาศัยผู้สอนอธิบายเพิ่มเติม
3. ปรับการจัดสรรเวลาเรียนให้เหมาะสม ลดการบรรยายซ้ำซ้อน และเพิ่มเวลาสำหรับการฝึกปฏิบัติและอภิปรายเนื้อหาที่ยาก
4. พัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับรายวิชาอื่นได้
3. กระบวนการดำเนินงานและวิธีการที่ใช้
ขั้นตอนที่ 1: กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ จำแนกเนื้อหาในรายวิชาเภสัชระบาดวิทยาออกเป็นวัตถุประสงค์การเรียนรู้ 101 ข้อ ครอบคลุมเนื้อหา 6 หัวข้อ ในระยะเวลา 6 สัปดาห์
ขั้นตอนที่ 2: เก็บข้อมูลการเรียนรู้ของนักศึกษา ศึกษานักศึกษาเภสัชศาสตร์จำนวน 156 คน โดยให้นักศึกษาประเมินความเข้าใจตนเอง 3 ระดับ ได้แก่ ไม่ได้ ไม่แน่ใจ และได้ ใน 3 ช่วงเวลา คือ ก่อนเรียน หลังเรียนรู้แบบกลุ่มย่อย 90 นาที และหลังการบรรยายโดยผู้สอน
ขั้นตอนที่ 3: วิเคราะห์ผลการเรียนรู้ เปรียบเทียบผลการประเมินตนเองกับคะแนนสอบปรนัย (MCQ) และข้อสอบอัตนัย (Essay) พร้อมวิเคราะห์ผลที่เพิ่มขึ้นจากการเรียนรู้แบบกลุ่มและการบรรยายด้วยวิธี GEE
ขั้นตอนที่ 4: จัดกลุ่มความจำเป็นในการบรรยาย แบ่งวัตถุประสงค์การเรียนรู้ตามคุณค่าส่วนเพิ่มที่ได้จากการบรรยายเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่เรียนรู้แบบกลุ่มได้เพียงพอ กลุ่มที่ต้องบรรยายเน้นย้ำ และกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการบรรยายอย่างชัดเจน
ขั้นตอนที่ 5: นำผลไปปรับแผนการสอน ลดหรือปรับการบรรยายในเนื้อหาที่นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้จากการทำงานกลุ่ม และนำเวลาที่ได้ไปเพิ่มการฝึกแก้โจทย์ การอภิปราย และการอธิบายแนวคิดที่มีความซับซ้อนสูง
4. องค์ความรู้สำคัญที่ได้รับ
ผลการศึกษาจำแนกวัตถุประสงค์การเรียนรู้ 101 ข้อออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
|
25 ข้อ
24.8%
|
กลุ่มที่ 1: Group-Sufficient
เนื้อหาที่นักศึกษาสามารถเรียนรู้ผ่านการทำงานกลุ่มได้เพียงพอ เช่น นิยามและหลักการพื้นฐานบางส่วน การบรรยายเพิ่มเติมมีคุณค่าส่วนเพิ่มต่ำ จึงควรลดความซ้ำซ้อนของการสอน
|
|
38 ข้อ
37.6%
|
กลุ่มที่ 2: Moderate Gain
เนื้อหาที่นักศึกษาได้รับประโยชน์จากการบรรยายเพิ่มเติมในระดับปานกลาง ควรเน้นอธิบายเฉพาะประเด็นที่ยังไม่เข้าใจหรือจุดที่นักศึกษามักสับสน
|
|
38 ข้อ
37.6%
|
กลุ่มที่ 3: High Necessity
เนื้อหาที่ยากและซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยผู้สอนอธิบายโดยตรง เช่น อคติและตัวแปรกวน (Bias and Confounding) การทดลองแบบสุ่ม (RCTs) และการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ควรเพิ่มเวลาสำหรับการอธิบายและฝึกปฏิบัติ
|
องค์ความรู้สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การเรียนรู้แบบกลุ่มย่อย 90 นาทีช่วยยกระดับความเข้าใจของนักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ขณะที่การประเมินตนเองอย่างสม่ำเสมอมีความสัมพันธ์กับคะแนนสอบจริง โดยพบความสัมพันธ์กับคะแนนปรนัยชัดเจนกว่าคะแนนอัตนัย
5. เทคนิคหรือเคล็ดลับความสำเร็จ (Best Practice)
1. ใช้ข้อมูลจริงประกอบการตัดสินใจ ไม่กำหนดเวลาเรียนจากความเคยชินหรือความรู้สึกของผู้สอนเพียงอย่างเดียว
2. ประเมินความเข้าใจหลายช่วงเวลา เพื่อแยกให้ได้ว่านักศึกษาเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมกลุ่มหรือจากการบรรยาย
3. เลือกวิธีสอนให้เหมาะกับเนื้อหา เนื้อหาพื้นฐานเน้นการเรียนรู้ร่วมกัน ส่วนเนื้อหาซับซ้อนเน้นคำอธิบายจากผู้สอนและการฝึกแก้ปัญหา
4. ประเมินตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้นักศึกษาตระหนักถึงระดับความเข้าใจและจุดที่ต้องพัฒนา
5. ปรับปรุงการสอนจากผลการวิเคราะห์ นำเวลาที่ลดจากการบรรยายซ้ำซ้อนกลับไปใช้กับกิจกรรมที่สร้างคุณค่าต่อการเรียนรู้มากกว่า
6. ผลสำเร็จและประโยชน์ที่ได้รับ
- ได้กรอบการจัดสรรเวลาเรียนโดยอิงข้อมูลเชิงประจักษ์ ครอบคลุมวัตถุประสงค์การเรียนรู้ 101 ข้อ
- สามารถจำแนกเนื้อหาที่ควรลดการบรรยาย เนื้อหาที่ควรเน้นย้ำ และเนื้อหาที่ต้องอาศัยผู้สอนโดยตรง
- มีแนวทางลดการสอนซ้ำซ้อน และเพิ่มเวลาให้กับการฝึกปฏิบัติและอภิปรายเชิงลึก
- ได้แนวทางใช้ข้อมูลการประเมินตนเองร่วมกับผลสอบเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้
- สามารถนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้กับรายวิชาอื่นหรือสาขาวิชาอื่นได้ โดยปรับวิธีเก็บข้อมูลและเกณฑ์จำแนกให้เหมาะสมกับบริบท
7. แนวทางการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้
สำหรับผู้สอนหรือหน่วยงานที่ต้องการนำแนวคิดนี้ไปใช้ สามารถดำเนินการได้ดังนี้
ขั้นตอน แนวทางประยุกต์ใช้
1. วิเคราะห์เนื้อหา แยกเนื้อหาเป็นวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ชัดเจน
2. เก็บข้อมูล ให้นักศึกษาประเมินตนเองก่อนและหลังทำกิจกรรมการเรียนรู้
3. ตรวจสอบผล เปรียบเทียบข้อมูลการประเมินตนเองกับผลการทดสอบ
4. จำแนกเนื้อหา แบ่งเป็นกลุ่มเรียนรู้เองได้ กลุ่มต้องเน้นย้ำ และกลุ่มต้องสอนโดยตรง
5. ปรับแผนการสอน ลดเวลาบรรยายในส่วนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มเวลาสำหรับเนื้อหาที่ยาก
6. ติดตามผล ประเมินผลสัมฤทธิ์และนำผลมาปรับปรุงการสอนในรอบถัดไป
*ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม: สัดส่วนเวลาเรียนที่เหมาะสมควรพิจารณาจากผลข้อมูลของแต่ละรายวิชา โดยผลงานนี้เสนอแนวทางสำหรับเนื้อหาพื้นฐานให้ใช้สัดส่วนการเรียนรู้กลุ่มย่อยต่อการสรุปเนื้อหาประมาณ 80:20 และสำหรับเนื้อหาวิธีวิทยาขั้นสูงประมาณ 40:60
8. สรุปองค์ความรู้ KM
หัวใจสำคัญของผลงานนี้ คือ “สอนให้ตรงจุด ใช้เวลาให้คุ้มค่า และใช้ข้อมูลจริงมาพัฒนาการเรียนรู้” โดยผู้สอนไม่จำเป็นต้องบรรยายทุกเนื้อหาด้วยรูปแบบและเวลาเท่ากัน แต่ควรวิเคราะห์ก่อนว่าเนื้อหาใดนักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้เอง เนื้อหาใดต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม และเนื้อหาใดจำเป็นต้องได้รับการอธิบายอย่างลึกซึ้งจากผู้สอน เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนเกิดประสิทธิผลสูงสุด