ช่องทางรับฟังความคิดเห็น     คลังเอกสาร     คำถามที่พบบ่อย     ถาม-ตอบ      มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี    

ระบบบริหารจัดการทรัพยากรห้องประชุมอัจฉริยะด้วย AI และ IoT


โพสโดย สายใจ จันเวียง     โพสวันที่ 9 ตุลาคม 2569 , 13:28:40     (อ่าน 39 ครั้ง)  


การสกัดองค์ความรู้ชื่อผลงาน :ระบบบริหารจัดการทรัพยากรห้องประชุมอัจฉริยะด้วย AI และ IoT (UBU Smart Eye)
 
ผลงาน UBU KM FAIR 2026 | ประเภทผลงาน: AI Hackathon | นวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการองค์กรและการให้บริการ
 
ชื่อผลงาน: ระบบบริหารจัดการทรัพยากรห้องประชุมอัจฉริยะด้วย AI และ IoT (UBU Smart Eye) 
 
เจ้าของผลงาน: นายศิลปชัย จงใจ กองกลาง สำนักงานมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
 
1. ที่มาและความสำคัญขององค์ความรู้
     เดิมการเปิด–ปิดไฟฟ้าแสงสว่างและเครื่องปรับอากาศในห้องประชุมต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ดำเนินการหรือใช้การตั้งเวลา ซึ่งอาจทำให้เกิดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น เมื่อไม่มีผู้ใช้งานจริง และยังต้องใช้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบห้องประชุมแต่ละแห่ง
จึงพัฒนาระบบ UBU Smart Eye โดยนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) มาใช้ตรวจจับจำนวนผู้ใช้งานและควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ เพื่อให้การบริหารจัดการห้องประชุมสะดวก ประหยัดพลังงาน และลดภาระงานของเจ้าหน้าที่
 
2. องค์ความรู้สำคัญที่สกัดได้
     องค์ความรู้ที่ 1: การใช้ AI ตรวจจับผู้ใช้งาน ใช้กล้องวงจรปิดร่วมกับโมเดล YOLOv8 ตรวจจับและนับจำนวนบุคคลแบบเรียลไทม์ แล้วนำจำนวนผู้ใช้งานมาเป็นเงื่อนไขในการสั่งเปิด–ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า
     องค์ความรู้ที่ 2: การควบคุมอุปกรณ์ด้วย IoT เชื่อมต่อระบบตรวจจับกับสวิตช์อัจฉริยะ เช่น Sonoff และ Shelly เพื่อควบคุมไฟและเครื่องปรับอากาศ โดยแยกการตั้งเวลาของอุปกรณ์แต่ละชนิดได้อย่างอิสระ
     องค์ความรู้ที่ 3: การบริหารหลายห้องจากศูนย์กลาง พัฒนาหน้าจอ Dashboard ด้วย Tkinter ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานะและควบคุมห้องประชุมได้พร้อมกันสูงสุด 7 ห้อง พร้อมระบบแจ้งเตือนสถานะอุปกรณ์
     องค์ความรู้ที่ 4: การจัดการเวลาและความต่อเนื่องของระบบ ใช้การประมวลผลแบบ Multi-threading แยกงานหลายส่วนให้ทำงานพร้อมกัน ตรวจสอบเงื่อนไขการตั้งเวลาทุก 2 วินาที และบันทึกค่าตั้งค่าเพื่อให้ระบบนำกลับมาใช้ต่อได้
 
3. ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ถอดเป็นความรู้ได้
    1 ตรวจจับ กล้องวงจรปิดรับภาพภายในห้องประชุมแบบเรียลไทม์
    2 ประมวลผล AI วิเคราะห์และนับจำนวนบุคคลในห้อง
    3 ตรวจสอบเงื่อนไข ระบบพิจารณาจำนวนผู้ใช้งาน ตารางเวลา และโหมดการทำงานที่กำหนด
    4 สั่งงานอุปกรณ์ ส่งคำสั่งผ่าน IoT เพื่อควบคุมไฟและเครื่องปรับอากาศตามเงื่อนไข
    5 ติดตามสถานะ แสดงผลผ่าน Dashboard และแจ้งเตือนผ่าน LINE Official Account, Telegram หรือ Google Chat
    6 ตรวจสอบและปรับปรุง ตรวจสอบการทำงานและสถานะอุปกรณ์ พร้อมปรับค่าตั้งค่าให้เหมาะสมกับแต่ละห้อง
 
4. เทคนิคสำคัญและบทเรียนจากการปฏิบัติงาน
ประเด็น องค์ความรู้ที่ถ่ายทอดได้
การจัดการหลายห้อง แยกงานประมวลผลเป็นส่วน ๆ เพื่อให้ควบคุมหลายห้องพร้อมกันได้
การตั้งค่าอุปกรณ์ แยกตารางเวลาของไฟและเครื่องปรับอากาศออกจากกัน
ความยืดหยุ่น รองรับโหมด AUTO และ MANUAL และเลือกควบคุมอุปกรณ์อัตโนมัติหรือด้วยมือได้
ความต่อเนื่อง บันทึกค่าตั้งค่าไว้ในไฟล์ device_names.json เพื่อลดการตั้งค่าใหม่
การแจ้งเตือน ส่งข้อมูลสถานะผ่านหลายช่องทางเพื่อให้เจ้าหน้าที่รับทราบได้รวดเร็ว
ความเสถียร
ปรับปรุงการทำงานของระบบและการตั้งเวลา เพื่อลดความเสี่ยงจากการทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
* ข้อควรเรียนรู้: ระบบอัตโนมัติควรมีโหมดควบคุมด้วยมือและช่องทางตรวจสอบสถานะ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถรับมือเมื่อระบบหรืออุปกรณ์ขัดข้องได้ ทั้งนี้ การตรวจจับจำนวนคนต้องทดสอบกับสภาพแวดล้อมจริงของแต่ละห้องก่อนนำไปใช้เต็มรูปแบบ
 
5. ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
    - ด้านพลังงาน: ลดการเปิดไฟและเครื่องปรับอากาศโดยไม่จำเป็น
    - ด้านบุคลากร: ลดภาระการเดินตรวจสอบและปิดอุปกรณ์ในแต่ละห้อง
    - ด้านการบริหารจัดการ: ติดตามและควบคุมห้องประชุมได้สูงสุด 7 ห้องจากหน้าจอเดียว
    - ด้านการให้บริการ: เตรียมห้องประชุมล่วงหน้าและติดตามสถานะได้สะดวกขึ้น
    - ด้านการขยายผล: สามารถต่อยอดไปยังห้องเรียนอัจฉริยะ พื้นที่สำนักงาน หรือห้องปฏิบัติการที่มีลักษณะการใช้งานคล้ายกัน
หมายเหตุ: ประโยชน์ข้างต้นสรุปตามเอกสารต้นฉบับ ส่วนตัวเลขการประหยัดพลังงานหรือค่าใช้จ่ายจริงยังไม่มีข้อมูลเชิงปริมาณเพียงพอให้ระบุเป็นตัวเลขได้
 
6. การจัดการความรู้ตามแนวทาง KM
เพื่อให้ผลงานนี้เป็นองค์ความรู้ที่หน่วยงานนำไปใช้ซ้ำได้ สามารถจัดหมวดหมู่ตามกระบวนการ KM ดังนี้
     1. การบ่งชี้ความรู้ (Knowledge Identification) ระบุปัญหาการใช้พลังงานและภาระงานในการดูแลห้องประชุม
     2. การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition) พัฒนาระบบด้วย AI, IoT และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง
     3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) จัดทำเอกสารขั้นตอนการติดตั้ง การตั้งค่า และเงื่อนไขการทำงานของระบบ
     4. การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing) ถ่ายทอดวิธีใช้งานและประสบการณ์แก้ไขปัญหาให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่สนใจ
     5. การเรียนรู้และนำไปใช้ (Learning and Application) ทดลองใช้กับห้องอื่น ประเมินผล และปรับปรุงระบบจากข้อเสนอแนะของผู้ใช้งาน
 
7. สรุปองค์ความรู้
 
ชื่อองค์ความรู้: การบริหารจัดการห้องประชุมอัจฉริยะด้วย AI และ IoT (UBU Smart Eye)
 
องค์ความรู้ที่ได้: การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ตรวจจับและนับจำนวนผู้ใช้งานห้องประชุม ร่วมกับ IoT เพื่อควบคุมระบบไฟฟ้าแสงสว่างและเครื่องปรับอากาศโดยอัตโนมัติ พร้อมระบบบริหารจัดการส่วนกลางและแจ้งเตือนสถานะการทำงาน
 
วิธีการดำเนินงาน: ระบบรับภาพจากกล้องวงจรปิด ประมวลผลด้วย AI ตรวจสอบเงื่อนไขการใช้งาน และส่งคำสั่งควบคุมอุปกรณ์ผ่าน IoT โดยสามารถกำหนดเวลาแยกตามอุปกรณ์ เลือกโหมดอัตโนมัติหรือควบคุมด้วยมือ และติดตามสถานะห้องประชุมผ่าน Dashboard
 
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ: การออกแบบเงื่อนไขการทำงานให้เหมาะสมกับแต่ละห้อง การเชื่อมต่ออุปกรณ์อย่างเป็นระบบ การแจ้งเตือนเมื่อเกิดความผิดปกติ และการมีโหมดควบคุมด้วยมือเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉิน
 
ประโยชน์ที่ได้รับ: ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น ลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการห้องประชุม และสามารถนำแนวทางไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นขององค์กรได้
 
แนวทางการต่อยอด: จัดทำคู่มือมาตรฐานการติดตั้งและใช้งาน ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้ดูแลระบบ ตลอดจนจัดเก็บข้อมูลการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายก่อนและหลังใช้งาน เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม


ไฟล์แนบ : ไฟล์ 1 , ไฟล์ 2