โพสโดย สายใจ จันเวียง โพสวันที่ 9 ตุลาคม 2569 , 13:19:00 (อ่าน 42 ครั้ง)
สกัดองค์ความรู้ KM: ระบบ AI วิเคราะห์และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความร่วมมือเชิงรุก (UBU MOU System)
ผลงาน UBU KM FAIR 2026 | ประเภทผลงาน: AI Hackathon | นวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการองค์กรและการให้บริการ
ชื่อผลงาน: ระบบ AI วิเคราะห์และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความร่วมมือเชิงรุก (UBU MOU System)
เจ้าของผลงาน: นายจักริน สงวนศักดิ์ กองกลาง สำนักงานมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
1. ที่มาและความสำคัญขององค์ความรู้ (Knowledge)
เดิมการบริหารจัดการบันทึกความเข้าใจและความร่วมมือทางวิชาการ (MOU/MOA) ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ประสบปัญหาการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเอกสาร PDF และการบันทึกข้อมูลด้วยมือ ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจาย ขาดการเชื่อมโยง และยากต่อการติดตามผลการดำเนินงาน จึงพัฒนาระบบ UBU MOU System โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ร่วมกับ Google Workspace เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจากเอกสารให้เป็นฐานข้อมูลดิจิทัลที่สามารถค้นหา วิเคราะห์ และนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารได้
องค์ความรู้สำคัญ: การเปลี่ยนเอกสารที่จัดเก็บไว้เฉย ๆ ให้เป็นฐานข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ติดตาม วิเคราะห์ และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ขององค์กรได้จริง
2. วัตถุประสงค์ของการพัฒนา
1. พัฒนาระบบฐานข้อมูลบันทึกความร่วมมือทางวิชาการให้เป็นระบบดิจิทัลที่มีโครงสร้างชัดเจน
2. ใช้ AI ช่วยอ่านและดึงข้อมูลจากเอกสาร PDF เพื่อลดเวลาและความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล
3. พัฒนาระบบติดตามสถานะและประเมินความเคลื่อนไหวของความร่วมมือ เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงและสนับสนุนการวางแผนเชิงรุก
3. กระบวนการจัดการความรู้ (KM Process)
ขั้นตอนที่ 1: รวบรวมความรู้และเอกสาร รวบรวมบันทึกข้อตกลง MOU/MOA ฉบับจริงในรูปแบบ PDF และจัดเก็บไว้ใน Google Drive โดยเชื่อมโยงกับข้อมูลในฐานข้อมูลกลาง
ขั้นตอนที่ 2: แปลงเอกสารเป็นข้อมูลดิจิทัล ใช้ Google Gemini AI ช่วยอ่านเอกสารและดึงข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อความร่วมมือ วันเริ่มต้น–สิ้นสุด คู่ความร่วมมือ และพันธกิจ เพื่อนำเข้าสู่แบบฟอร์มและฐานข้อมูล Google Sheets
ขั้นตอนที่ 3: จัดระบบฐานข้อมูล แบ่งข้อมูลเป็นหมวดหมู่ที่เชื่อมโยงกัน เช่น ข้อมูล MOU หลัก คู่ความร่วมมือ พันธกิจ และประวัติกิจกรรม เพื่อให้ค้นหาและตรวจสอบได้สะดวก
ขั้นตอนที่ 4: วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ใช้ Gemini Notebook วิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ พร้อมจัดกลุ่มความร่วมมือตามระดับความเคลื่อนไหว ได้แก่ เชิงกลยุทธ์ คุณภาพสูง ไม่เคลื่อนไหว และอยู่ระหว่างพัฒนา
ขั้นตอนที่ 5: ติดตามและปรับปรุง ระบบคำนวณสถานะ แจ้งเตือนข้อตกลงที่มีความเสี่ยงหรือขาดกิจกรรม และช่วยให้ผู้รับผิดชอบติดตามความร่วมมือได้อย่างต่อเนื่อง
4. เทคนิคและเครื่องมือสำคัญที่ได้เรียนรู้ (How-to)
|
เครื่องมือ |
หน้าที่และประโยชน์ |
|
Google Apps Script |
เชื่อมโยงและจัดการกระบวนการทำงานของระบบ |
|
Google Sheets |
จัดเก็บและบริหารฐานข้อมูลกลาง |
|
Google Drive |
จัดเก็บเอกสาร PDF และเชื่อมโยงไฟล์กับข้อมูล |
|
Google Gemini AI |
ช่วยอ่านเอกสารและดึงข้อมูลสำคัญโดยอัตโนมัติ |
|
Gemini Notebook |
วิเคราะห์ข้อมูลและสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ |
เทคนิคสำคัญที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ คือ ให้ AI ช่วยลดงานซ้ำซ้อน แต่ยังต้องมีผู้ปฏิบัติงานตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูล โดยเฉพาะกรณีเอกสารสแกนไม่ชัดเจนหรือมีรูปแบบแตกต่างกัน
5. ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
- ประมาณ 90% ลดเวลาการบันทึกข้อมูล
- จากประมาณ 10–15 นาที เหลือประมาณ 45 วินาทีต่อฉบับตามรายงานโครงการ
- ข้อมูลที่นำเข้าสู่ระบบ 244 ฉบับ
- ผลการใช้งานจริงในระยะนำร่อง 6 เดือน
*หมายเหตุ: ตัวเลขเป็นผลที่รายงานในเอกสารโครงการ โดยระยะเวลาที่ลดลงเป็นค่าประมาณจากการสังเกตและการทดลองในช่วงนำร่อง
ประโยชน์ที่สำคัญเพิ่มเติม ได้แก่
- ลดการบันทึกข้อมูลซ้ำซ้อนและความเสี่ยงจากการคีย์ข้อมูลผิดพลาด
- ทำให้ข้อมูลความร่วมมือมีรูปแบบมาตรฐานและค้นหาได้สะดวก
- ช่วยค้นหาความร่วมมือที่ไม่มีความเคลื่อนไหว เพื่อให้หน่วยงานติดตามได้ตรงจุด
- ช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมและนำข้อมูลไปประกอบการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์
- สามารถนำแนวทางไปประยุกต์ใช้กับฐานข้อมูลหรือภารกิจอื่นของมหาวิทยาลัยได้
6. ปัจจัยความสำเร็จและข้อควรระวัง
ปัจจัยความสำเร็จ
1. มีการออกแบบโครงสร้างฐานข้อมูลให้เป็นระบบก่อนนำข้อมูลเข้า
2. ใช้ AI ลดงานที่ซ้ำซ้อนและเชื่อมโยงกับเครื่องมือที่องค์กรมีอยู่แล้ว
3. กำหนดเกณฑ์ติดตามสถานะและความเสี่ยงให้ชัดเจน
4. มีผู้รับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
ข้อควรระวัง
- ความแม่นยำของ AI ขึ้นอยู่กับคุณภาพและรูปแบบของไฟล์ PDF
- ควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญก่อนบันทึกเข้าสู่ฐานข้อมูล
- ต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลให้เหมาะสมกับหน้าที่ของผู้ใช้งาน
- ระบบมีข้อจำกัดด้านเวลาและปริมาณการประมวลผลของแพลตฟอร์ม ซึ่งอาจต้องปรับปรุงเมื่อข้อมูลเพิ่มขึ้น
7. แนวทางการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ (Knowledge Transfer)
หน่วยงานอื่นสามารถนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้กับงานที่มีเอกสารจำนวนมากและต้องติดตามสถานะ เช่น
- ระบบติดตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
- ระบบทะเบียนโครงการและกิจกรรม
- ระบบติดตามผลการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์
- ระบบจัดเก็บข้อมูลการวิจัยและการพัฒนาบุคลากร
แนวทางเริ่มต้นคือ สำรวจปัญหาของงานเดิม กำหนดข้อมูลที่จำเป็น ออกแบบฐานข้อมูล ทดลองใช้ AI กับเอกสารจริง ตรวจสอบความถูกต้อง และประเมินผลก่อนขยายการใช้งาน
8. สรุปองค์ความรู้ที่สำคัญที่สุด (KM Summary)
องค์ความรู้จากผลงานนี้คือ การประยุกต์ใช้ AI ร่วมกับระบบฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนการจัดเก็บเอกสารแบบเดิมให้เป็นระบบบริหารจัดการข้อมูลที่สามารถติดตาม วิเคราะห์ และใช้ประกอบการตัดสินใจได้
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การนำ AI มาใช้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการออกแบบกระบวนการทำงานให้ข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งช่วยลดภาระงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และสนับสนุนการบริหารงานเชิงรุกขององค์กร
ไฟล์แนบ :
ไฟล์ 1 ,
ไฟล์ 2