ช่องทางรับฟังความคิดเห็น     คลังเอกสาร     คำถามที่พบบ่อย     ถาม-ตอบ      มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี    

PharUBU Smart Door: AI-assisted IoT เพื่อการบริหารจัดการประตูอย่างมั่นคงและพึ่งพาตนเอง


โพสโดย สายใจ จันเวียง     โพสวันที่ 9 ตุลาคม 2569 , 10:44:02     (อ่าน 7 ครั้ง)  


สกัดองค์ความรู้(KM) เรื่อง PharUBU Smart Door

จากผลงานUBU KM FAIR 2026 | คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

การสกัดองค์ความรู้จากผลงานPharUBU Smart Door: จากภาระเปิด–ปิดห้องนอกเวลา สู่ Smart Facility ที่บุคลากรดูแลได้เอง ควรเน้นให้ผู้อ่านเข้าใจว่า ปัญหาคืออะไร มีวิธีแก้ไขอย่างไร ต้องทำตามขั้นตอนใด และหน่วยงานอื่นจะนำความรู้ไปใช้ต่อได้อย่างไร โดยแปลงรายละเอียดทางเทคนิคให้เป็นแนวปฏิบัติที่อ่านง่ายและนำไปใช้ได้จริง อ้างอิงจากเอกสารผลงานที่แนบมา

1. องค์ความรู้สำคัญที่สกัดได้

องค์ความรู้ที่1: การแก้ปัญหาการเปิด–ปิดห้องนอกเวลาราชการ

ปัญหา →แนวทางแก้ไข

เดิมช่างเทคนิคต้องรอเปิด–ปิดห้องและตรวจสอบความเรียบร้อย แม้มีผู้ใช้งานนอกเวลาหรือไม่ได้จองล่วงหน้า โดยมีภาระงานประมาณ20–30 ครั้งต่อเดือน จึงพัฒนาระบบควบคุมประตูอัจฉริยะเพื่อให้ผู้ใช้งานเข้า–ออกได้สะดวกขึ้น และลดภาระงานของบุคลากร

องค์ความรู้ที่2: การสร้างระบบจากอุปกรณ์ที่หาได้และดูแลเองได้

นำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาประกอบเป็นระบบควบคุมประตู เช่น ตัวควบคุมRFID ปุ่มกดออก กลอนไฟฟ้า และเซนเซอร์ประตู โดยออกแบบแยกส่วน (Modular) เพื่อให้ซ่อมเฉพาะส่วนที่ชำรุดได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบทั้งหมด

องค์ความรู้ที่3: การเชื่อมต่ออุปกรณ์กับระบบสารสนเทศ

พัฒนาซอฟต์แวร์ให้สั่งงานและติดตามสถานะอุปกรณ์ผ่านWeb UI, API และ Dashboard พร้อมตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ และรองรับการอัปเดต Firmware จากส่วนกลาง ทั้งนี้ RFID และปุ่มกดออกยังใช้งานได้เมื่อเครือข่ายขัดข้อง ตามรูปแบบระบบที่นำเสนอ

องค์ความรู้ที่4: การจัดเก็บความรู้เพื่อให้ทำงานแทนกันได้

จัดทำเอกสารมาตรฐาน3 ส่วน ได้แก่ BOM สำหรับรายการอุปกรณ์และต้นทุน SOP สำหรับขั้นตอนปฏิบัติงาน และ PM สำหรับการตรวจสอบบำรุงรักษา เพื่อให้บุคลากรคนอื่นสามารถประกอบ ติดตั้ง ซ่อมบำรุง และรับช่วงงานต่อได้

องค์ความรู้ที่5: การทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความรู้ขององค์กร

ผสานความรู้ของช่างเทคนิคด้านHardware นักวิชาการคอมพิวเตอร์ด้าน Software และผู้ใช้งานหรือผู้บริหารด้านความต้องการและการกำกับดูแล ทำให้ความรู้ที่เดิมอยู่กับบุคคลกลายเป็นองค์ความรู้ที่องค์กรจัดเก็บ ถ่ายทอด และนำไปพัฒนาต่อได้

 

2. ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริง  ถอดบทเรียนจากการพัฒนาระบบเป็น6 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่1 สำรวจปัญหาและความต้องการ

  • สำรวจช่วงเวลาและความถี่ในการใช้ห้องนอกเวลาราชการ
  • เก็บข้อมูลภาระงานของช่างและปัญหาของผู้ใช้งาน
  • กำหนดเป้าหมายด้านเวลา ต้นทุน และการให้บริการ

ขั้นตอนที่2 ออกแบบระบบและวางแผนงบประมาณ

  • กำหนดอุปกรณ์ที่จำเป็นและจัดทำรายการBOM
  • ออกแบบการทำงานร่วมกันระหว่างกลอน เซนเซอร์ ตัวควบคุม และเครือข่าย
  • ประเมินต้นทุนต่อจุดก่อนจัดซื้อ

ขั้นตอนที่3 ประกอบและติดตั้งอุปกรณ์

  • ตรวจสอบอุปกรณ์และจำนวนให้ครบถ้วน
  • ประกอบตัวควบคุมและเดินสายตามWiring Diagram
  • ทดสอบไฟฟ้า รีเลย์ กลอน และเซนเซอร์ก่อนติดตั้ง
  • ทดสอบการใช้งานจริงร่วมกันก่อนส่งมอบ

ขั้นตอนที่4 พัฒนาซอฟต์แวร์และทดสอบระบบ

  • ตั้งค่าเครือข่ายและระบบควบคุม
  • เชื่อมต่อWeb UI, API และ Dashboard
  • ทดสอบRFID ปุ่มกดออก และการล็อกประตูกลับอัตโนมัติ
  • ทดสอบการใช้งานเมื่อเครือข่ายขัดข้อง

ขั้นตอนที่5 จัดทำมาตรฐานและส่งมอบความรู้

  • จัดทำSOP ตั้งแต่การประกอบ ติดตั้ง ทดสอบ และส่งมอบ
  • จัดทำPM สำหรับการตรวจสอบบำรุงรักษา
  • บันทึกข้อมูลอุปกรณ์ รุ่น จำนวน และต้นทุน
  • ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้รับผิดชอบรายอื่น

ขั้นตอนที่6 ติดตามผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

  • ติดตามสถานะอุปกรณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น
  • บันทึกข้อขัดข้องและวิธีแก้ไข
  • ประเมินเวลา ต้นทุน และภาระงานที่ลดลง
  • ปรับปรุงSOP และ PM ก่อนขยายผลไปยังห้องอื่น

ที่มา: สังเคราะห์จากเอกสารPharUBU Smart Door หน้า 5–12 และ 14 โดยจัดลำดับขั้นตอนให้ง่ายต่อการนำไปปฏิบัติ

3. ผลสำเร็จและประโยชน์ที่ได้รับ

ประเด็น

ระบบเดิม

PharUBU Smart Door

ต้นทุนวัสดุต่อจุด

8,000 บาท

3,644 บาท

ระยะเวลาจัดซื้อ

30–60 วัน

ประมาณ7–10 วัน

การซ่อมบำรุง

พึ่งพาผู้ขายภายนอก

บุคลากรภายในดูแลได้

จำนวนจุดติดตั้งต้นแบบ

—

2 จุด

ช่องทางปลดล็อก

ระบบเดิม

4 ช่องทางตามที่นำเสนอในผลงาน

 

*ตัวเลขอ้างอิงจากเอกสารหน้า13 ทั้งนี้ ต้นทุนยังไม่รวมค่าติดตั้ง และต้นทุนวัสดุไม่รวมค่าแรง แหล่งจ่ายไฟ ค่าจัดส่ง ภาษี และค่าใช้จ่ายดำเนินการอื่น

4. บทเรียนสำคัญที่ควรถ่ายทอดให้หน่วยงานอื่น

1. เริ่มจากปัญหาจริง ไม่ใช่เริ่มจากเทคโนโลยี

สำรวจปัญหาและความต้องการของผู้ใช้งานก่อนเลือกอุปกรณ์หรือพัฒนาระบบ

2. ออกแบบให้หน่วยงานดูแลได้เอง

เลือกแนวทางที่ซ่อมเฉพาะส่วนได้ มีเอกสารประกอบ และไม่ผูกติดกับผู้ขายเพียงรายเดียว

3. ความรู้ต้องไม่อยู่กับคนใดคนหนึ่ง

บันทึกขั้นตอน วิธีแก้ปัญหา และข้อมูลอุปกรณ์ เพื่อให้บุคลากรใหม่เรียนรู้และรับช่วงงานได้

4. ทำงานข้ามสายงานจึงจะพัฒนาได้ครบวงจร

ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ และผู้ใช้งานร่วมกันออกแบบ ทดสอบ และปรับปรุงระบบ

5. ต้องวัดผลและปรับปรุงก่อนขยายผล

เก็บข้อมูลการใช้งานจริง ปัญหาที่พบ ค่าใช้จ่าย และภาระงานที่ลดลง แล้วนำผลมาปรับปรุงมาตรฐานการทำงาน

5. แบบสรุปองค์ความรู้ KM สำหรับเผยแพร่ภายในองค์กร

  1. สำรวจปัญหาและความต้องการของผู้ใช้งาน
  2. ออกแบบระบบและกำหนดรายการอุปกรณ์
  3. ประกอบ ติดตั้ง และทดสอบอุปกรณ์หน้างาน
  4. พัฒนาซอฟต์แวร์และเชื่อมต่อระบบสารสนเทศ
  5. จัดทำคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงานและการบำรุงรักษา
  6. ติดตามผลการใช้งานและนำข้อมูลมาปรับปรุงระบบ

4. เครื่องมือจัดการความรู้

  • BOM:รายการอุปกรณ์ รุ่น จำนวน และต้นทุนต่อจุด
  • SOP:ขั้นตอนการประกอบ ติดตั้ง ทดสอบ และส่งมอบ
  • PM:แนวทางตรวจสอบและบำรุงรักษาเชิงป้องกัน

5. ผลสำเร็จ

ต้นแบบติดตั้งแล้ว 2 จุด มีต้นทุนวัสดุ 3,644 บาทต่อจุด เทียบกับระบบเดิม 8,000 บาทต่อจุด และลดระยะเวลาจัดซื้อจากประมาณ 30–60 วัน เหลือ 7–10 วันตามข้อมูลในผลงาน

6. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

การทำงานร่วมกันระหว่างช่างเทคนิค นักวิชาการคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้งาน และผู้บริหาร รวมถึงการจัดทำเอกสารมาตรฐานเพื่อให้บุคลากรสามารถเรียนรู้และรับช่วงงานต่อได้

7. แนวทางการนำไปใช้ประโยชน์

หน่วยงานที่มีปัญหาการควบคุมการเข้า–ออกห้องหรือการดูแลอุปกรณ์ สามารถนำแนวคิดการวิเคราะห์ปัญหา การพัฒนาระบบด้วยบุคลากรภายใน และการจัดทำองค์ความรู้ในรูปแบบ BOM, SOP และ PM ไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของตน โดยคำนึงถึงความปลอดภัย การกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งาน และการบำรุงรักษาระบบอย่างต่อเนื่อง

8. ข้อเสนอแนะ

ควรเก็บข้อมูลก่อนและหลังการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ทั้งจำนวนครั้งที่ต้องใช้เจ้าหน้าที่ เวลาที่ประหยัดได้ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และเหตุขัดข้อง เพื่อใช้ประเมินประสิทธิผลและประกอบการตัดสินใจขยายผลในอนาคต



ไฟล์แนบ : ไฟล์ 1 , ไฟล์ 2