ช่องทางรับฟังความคิดเห็น     คลังเอกสาร     คำถามที่พบบ่อย     ถาม-ตอบ      มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี    

ธาตุ(เจดีย์)ถังน้ำอีสาน

ธาตุ(เจดีย์)ถังน้ำอีสาน

ติ๊ก แสนบุญ คณะศิลปประยุกต์และสถาปัตยกรรมศาสตร์

   ความตายมิใช่เป็นเพียงจุดสิ้นสุดของชีวิตโดยสมบูรณ์เท่านั้นแต่คือ การเปลี่ยนแปลง สภาพจากโลกที่อาศัยอยู่ หรือจากสิ่งที่มีชีวิตอยู่ไปสู่อีกโลกหนึ่งหรืออีกสภาวะหนึ่ง โดยอาศัยพิธีเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพของศพ เช่น การปล่อยให้เน่าเปื่อย ให้นกกากินเหลือแต่กระดูก หรือการเผา (ปรานี วงษ์เทศ.สังคมและวัฒนธรรมในอุษาคเนย์. ๒๕๔๓,น. ๒๓๒.)

ในดินแดนอีสานแห่งอดีตสมัย จักพบเห็นเจดีย์หรือที่ภาษาปากในวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทยอีสานและสปป.ลาวเรียกว่า ธาตุ โดยมีรูปแบบในด้านเอกลักษณ์สำคัญที่เรียกว่าเจดียหรือ ธาตุแบบ ทรงบัวเหลี่ยม ทรงลุ้งคว่ำ บ้างก็เรียก ทรงโกศ หรือที่นักวิชาการฝั่งลาวเรียกว่า ทรงหัวน้ำเต้า หรือ ยอดดวงปลี ทรงหมากปลี ก็เรียก และในส่วนจินตนาการของชาวตะวันตก ตีความและเรียก ธาตุ ทรงลักษณะนี้ว่า ทรงเหยือกน้ำ ธาตุสามัญชน ที่โดดเด่นอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่เป็นที่รู้จักมากนักที่เรียกว่า ธาตุปูนถังน้ำ

            ซึ่งในมุมมองผู้เขียนเชื่อว่าเป็นพัฒนาการที่สืบเนื่องส่งต่อจากคตินิยมการสร้าง อูบมุง  ที่ใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปหรือรูปเคารพ (แม้แต่องค์พระธาตุพนมก็มีพัฒนาการมาจากอูบมุงดังที่ปรากฏในบันทึก)หรือที่ภาคกลางเรียกวิหารแกลบ หรือที่เก็บอัฐิธาตุทรงอูบมุง ดังที่พบอยู่ทีวัดบ้านนาซาว อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี และสุดท้ายคือ รูปแบบของธาตุปูนของสามัญชนซึ่งเป็นพัฒนาการที่สืบเนื่องมาจากหลักเสฝังธาตุ และธาตุไม้ ธาตุปูนของสามัญชน  โดยทั้งหมดของศาสนศิลป์เหล่านี้ได้ผสานส่งต่ออิทธิพลให้กันและกัน ผ่านรูปแบบเชิงช่างแห่งสถาปัตยกรรม ทั้งขนาดรูปทรงและองค์ประกอบทั้งสามส่วนไตรภาคไม่ว่าจะเป็นส่วนฐาน ส่วนตัวเรือน และส่วนยอด

               ในด้านประโยชน์ใช้สอย ธาตุปูนถังน้ำ เป็นผลผลิตสร้างจากการผสานแนวคิดในเรื่องคติความเชื่อ งานช่างหลังความตายในจารีตการสร้างธาตุ ที่คนเป็นสร้างให้ผู้วายชนม์ ผนวกกับสภาพแห่งข้อจำกัดเรื่องปริมาณน้ำในพื้นที่ ซึ่งน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญอย่างหนึ่งที่ก่อเกิดนวัตกรรมงานช่างที่มีประโยชน์ใช้สอยใหม่ที่ลงตัว  ซึ่งสัมพันธ์ไปกับบริบททางสังคมด้านการพัฒนาการในช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านวัสดุและการก่อสร้าง ที่ซึ่งวัสดุประเภทปูนได้เข้ามามีบทบาทแทนงานไม้ และแน่นอนว่าช่วงเวลาดังกล่าวช่างญวนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญยิ่งในพื้นที่การเมืองอีสาน สอดรับกับข้อจำกัดการพัฒนาบ้านเมืองในด้านต่างๆโดยเฉพาะเรื่องน้ำซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงชีวิตในทุกมิติ  ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตสร้างอยู่ตามพื้นที่สาธารณ์ทางจิตวิญญาณ ที่อยู่ในพื้นที่ศูนย์กลางของชุมชนอย่างวัด ผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนร่วมเกี่ยวกับธาตุปูนถังน้ำมีความน่าสนใจ กล่าวคือปกติก็เป็นที่รับรู้อยู่แล้วว่าธาตุเหล่านี้ต้องถูกผลิตสร้างจากเครือญาติที่ใกล้ชิดเช่นลูกหลานผู้วายชนม์ เป็นเจ้าศรัทธาว่าจ้างช่างมาผลิตสร้าง

              แต่มีข้อมูลบางส่วนที่บอกเล่าถึงการสร้างโดยเจ้าศรัทธาที่ไม่ใช่กลุ่มเครือญาติกับผู้วายชนม์เช่นกรณีของ วัดชัยสุนทร อ.เมือง  จ.กาฬสินธุ์ มีจารึกที่ธาตุถังน้ำกลุ่มหนึ่งมีจารึกว่า สร้าง พ.ศ2491พระปลัดภูริ พร้อมด้วยคณะสงฆ์และทายกทายิกาทั้งหลาย ได้มีศรัทธาพร้อมกันออกปัจจัยช่วยกันมาก่อสร้างไว้ในพระพุทธศาสนา ขอความสุขความเจริญทุกเมื่อ สิ้นเงินไป1650บาทซึ่งตีความได้ว่าอาจจะเป็นการสร้างมอบถวายแด่พระเถระรูปสำคัญซึ่งอาจหมายถึงอดีตเจ้าอาวาสที่มรณะภาพรูปก่อนๆ หรือแรกเริ่มสร้างมีวัตถุประสงค์ เพื่อไว้เป็นถังเก็บน้ำ เพื่อประโยชน์สาธารณ์ของวัดชุมชน และเมื่อบุคคลสำคัญเหล่านั้นเสียชีวิตลงทางวัดก็ระลึกถึงคุณงามความดีจึงจัดสรรค์พื้นที่ส่วนหนึ่งให้เป็นที่เก็บอัฐิธาตุผู้วายชนม์ก็เป็นได้

 

        น้ำ ในเชิงวัฒนธรรมเป็นสัญญะสำคัญที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนผ่านสถานภาพ ในพิธีกรรมความเชื่อต่างๆตั้งแต่เกิดจนตาย อย่างประเพณีที่มีน้ำเข้าไปเกี่ยวเนื่องกับการตายได้แก่ การอาบน้ำศพ ที่ในอดีตนั้นอาบกันจริงๆ ซึ่งสืบคติการชำระล้างร่างกาย ที่ว่าตอนเกิดทำอย่างไรตอนตายก็ให้ทำอย่างนั้น หรืออย่างพิธีตีหม้อน้ำและหม้อไฟ ที่อธิบายเป็นปริศนาธรรมว่า หม้อน้ำได้แก่ธาตุดิน น้ำหมายถึงธาตุน้ำ คุมกันเข้าเป็นรูป เมื่อตีด้วยไม้ย่อมแยกสลายหมดฉันใด ชีวิตก็ฉันนั้น จะเหลืออยู่แต่หม้อไฟนำหน้าศพเป็นเครื่องให้คนพิจารณาให้เห็นธรรมสังเวช ถึงท้ายสุดเมื่อเผาศพเป็นเถ้าถ่าน ก็จะเลือกเก็บส่วนสำคัญเช่นอัฐิศีรษะ แขน หรือลำตัว โดยต้องชำระล้างด้วยน้ำสะอาดที่ปรุงพิเศษเช่นผสมเป็นน้ำมะกูดหรือน้ำนมก่อนนำไปเก็บรักษาบูชาระลึกถึงตามประเพณี อย่างกรณีที่เผาในป่าช้า ชาวอีสานนิยมสร้างเสาหลักไม้เป็นสัญลักษณ์และเรียกหลักไม้นี้ว่า หลักเสฝังธาตุ บางแห่งเรียก หลักจูมกร  เพื่อใช้เป็นเครื่องกำหนดตำแหน่งแห่งที่ ในการเก็บรักษาอัฐิโดยส่วนมากนิยมรวมไว้ในหม้อดินและฝังไว้ใต้ ไม้หลักเส ดังกล่าว จนเมื่อเปลี่ยนมาถือคติการเผาศพในวัด ก็ปรับเปลี่ยนการเก็บรักษาอัฐิเหล่านั้นไปไว้ตาม ธาตุไม้ ธาตุปูนหรือเจดีย์ที่สร้าง  อยู่ตามริมรั้วหรือบริเวณที่วัดนั้นๆเห็นสมควร (ด้วยอีสานจะถือคติไม่นำอัฐิผู้วายชนม์เข้าบ้าน) คติดังกล่าวนี้ถือเป็นการสืบต่อพิธีศพครั้งที่ ๒ในแง่ประวัติศาสตร์โบราณคดี ที่เริ่มจากครั้งแรกเอาคนตายไปฝังในดินไว้ให้เนื้อหนังเน่าเปื่อยยุ่ยสลายไปกับ ดินจนเหลือแต่กระดูก แล้วทำครั้งที่ ๒ ด้วยการเก็บกระดูกใส่ภาชนะ เช่น ไหหินที่ทุ่งไหหินในลาว หม้อดินเผาใส่กระดูกพบทั่วไปแต่ขนาดใหญ่ พบแถบทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแบบ “แค็ปซูล” ประเพณีอย่างนี้พบทั่วไปทั้งผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ แล้วสืบถึงยุคทวารวดีพบภาชนะใส่กระดูกที่ทำด้วยหินก็มี ทำด้วยหินเผาแกร่งก็มีปัจจุบันก็คือ โกศ (สุจิตต์ วงษ์เทศ. สุวรรณภูมิ. ๒๕๔๙, น.๖๓.)โดยเถ้าถ่านกระดูกส่วนที่เหลือจะนำไปทิ้งแม่น้ำซึ่งสมมุติตามคติความเชื่อโบราณว่าเป็นแม่น้ำคงคา  และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีเผาศพ  ผู้ที่เข้าร่วมต้องล้างหน้าหรืออาบน้ำเสีย ประเพณีนี้เกี่ยวกับเรื่องปลดเปลื้องมลทินที่ไปเผาศพ เพื่อล้างจัญไรที่อาจติดมาให้สะอาดหมดจดกลับเป็นมงคลอีก ในอดีตตามชนบทเขาจะตักน้ำใสครุมาตั้งไว้หลายๆครุ สำหรับให้ผู้เข้าร่วมพิธีวักล้างหน้าล้างศีรษะ หรืออาบล้างร่างกายทั้งชุดผ้านุ่งโดยไม่มีการเปลี่ยนเสื้อผ้า(สรุปความจาก เสถียรโกเศศ ประเพณีเนื่องในการตาย 2539:139)ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนที่ใช้น้ำในประเพณีอันเกี่ยวเนื่องกับความตาย

            ดังนั้นคติการทำธาตุปูนถังน้ำ เป็นรสนิยมเฉพาะของคนท้องถิ่นที่ผสานส่งต่อให้กับกลุ่มสายสกุลช่างญวนในแถบอีสานตอนกลาง ที่ได้สร้างสรรค์จนกลายมาเป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งของลักษณะธาตุสามัญชน ดังที่ได้นำเสนอไว้ในเนื้อหา หรือจะเป็นแบบที่ใช้โองน้ำขนาดใหญ่ประกอบสร้างร่วมกับธาตุปูนของผู้วายชนม์ อย่างที่พบที่ วัดหนองบัว อ.กมลาไสย ส่วนเมืองมหาสารคาม ก็มีตัวอย่างอยู่ที่วัดอุดมวิทยา อ.เชียงยืน ซึ่งทั้งหมดเป็นคติการสร้างธาตุในระดับชาวบ้านที่น่าสนใจ สะท้อนการผสานเชื่อมส่งต่อเป็นพลังชีวิตระหว่างโลกของคนเป็นและคนตาย เช่นการแก้ปัญหาเรื่องของปากท้องอย่างปัจจัยเรื่องน้ำในการดำรงชีพ ร่วมกับคติความเชื่อหลังความตาย ก่อเกิดเป็นรสนิยมความชอบในเชิงช่างเฉพาะถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน