โพสโดย เทอดภูมิ ทองอินทร์ โพสวันที่ 8 มิถุนายน 2569 , (อ่าน 14 ครั้ง)
ในการริเริ่มที่จะจัดทำโครงการหรือกิจกรรมใดๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องใหม่ๆ ที่คิดจะดำเนินการหรือเพื่อการปรับปรุง พัฒนาให้มีความเจริญก้าวหน้าขึ้น จะมีผู้ที่คิดริเริ่มก่อตั้งให้เกิดขึ้นหรือที่เราเรียกว่าผู้ก่อตั้ง (Founder) : ซึ่งเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดการสถาปนาขึ้น ผู้ให้กำเนิด เช่น การสถาปนาองค์กร บริษัท หรือหน่วยงานต่างๆ โดยผู้ก่อตั้งได้มองเห็นถึงความจำเป็นหรือผลประโยชน์ที่จะได้จากการก่อตั้งสิ่งนั้นๆ ขึ้นมา
การก่อตั้งสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับธุรกิจย่อมมีความเสี่ยงต่อการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้มาก ดังนั้น ผู้ที่จะก่อตั้งจึงควรจัดให้มีการทำการศึกษาถึงความเป็นไปได้ (Feasibility study) ของสิ่งที่จะก่อตั้งขึ้น รวมทั้งความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จโดยการทำการประเมินความเสี่ยงในทุกๆ ด้าน (Risk Assessment) ควบคู่กันไปด้วย
การศึกษาความเป็นไปได้ : มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหรือประเมินดูถึงความเป็นไปได้ของสิ่งหรือโครงการที่คิดจะก่อตั้งหรือดำเนินการ โดยการวิเคราะห์พิจารณาว่ามีแนวโน้มหรือโอกาสจะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และคุ้มค่าหรือไม่ ตลอดจนวิเคราะห์ถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างดำเนินการซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำผลการศึกษามาช่วยในการตัดสินใจว่าควรหรือไม่ควรก่อตั้งโครงการนั้นขึ้น ในทางธุรกิจ การศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจที่จะก่อตั้งขึ้นโดยปกติจะประกอบไปด้วยการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ดังนี้
1. ความเป็นไปได้ด้านการตลาด : การศึกษาเกี่ยวกับด้านการตลาดนี้มีความสำคัญต่อการตัดสินใจในการจะก่อตั้งหรือไม่ควรก่อตั้งขึ้นเป็นลำดับแรกๆ ซึ่งจะมีผลต่อการดำเนินงานในอนาคตเป็นอย่างมาก การศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับด้านนี้ จึงควรทำให้รอบคอบรวมทั้งการขอความคิดเห็นจากผู้มีประสบการณ์หลายๆ ท่าน ข้อมูลที่ควรจะศึกษา ได้แก่ ขนาดของตลาดในกลุ่มธุรกิจนี้ทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาด คู่แข่งที่สำคัญ ส่วนแบ่งของตลาด ราคา ช่องทางในการจำหน่าย โอกาสที่จะเข้าไปแทรกแซงในตลาดได้ โอกาสของการเติบโตในตลาด ซึ่งควรจะคิดออกมาในรูปของปริมาณและมูลค่าเพื่อดูผลตอบแทนในระยะยาว เป็นต้น
2. ความเป็นไปได้ด้านการดำเนินการผลิต : เมื่อได้พิจารณาเห็นว่าความเป็นไปได้ด้านการตลาดมีโอกาสและศักยภาพสูงพอ หากธุรกิจที่จะดำเนินการนั้นเกี่ยวข้องกับการผลิตก็จะต้องทำการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับการผลิตด้วย โดยจะต้องศึกษาให้ครบถ้วนเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนการได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่พร้อมจำหน่าย เช่น เรื่องของวัตถุดิบและวัสดุสำหรับการบรรจุ การก่อสร้างโรงงานสถานที่ผลิต กระบวนการผลิต บุคลากร การขออนุญาตต่างๆ รวมทั้งการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ที่ต้องดำเนินการ เป็นต้น
3. ความเป็นไปได้ด้านการเงิน การลงทุน : จะต้องศึกษาจำนวนเงินและแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ และความคุ้มค่าในการลงทุนโดยพิจารณาจากระยะเวลาที่จะคืนทุน โอกาสและความเสี่ยงต่อการลงทุน ความมั่นคงและยั่งยืน
4. ความไม่ขัดกับกฎหมายและศีลธรรมที่ดีงามของบ้านเมือง : การจะทำธุรกิจใดๆ จำเป็นจะต้องตรวจสอบดูก่อนว่าต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับใดบ้าง รวมทั้งการขออนุญาตเพื่อดำเนินธุรกิจนั้นๆ หากไม่ขัดกับกฎหมายและศีลธรรมก็จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างราบรื่น
5. ความเป็นไปได้ด้านการบริหารกิจการ : การบริหารและผู้บริหารมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจที่ก่อตั้งขึ้นสามารถดำเนินการไปได้อย่างมั่นคงและเจริญก้าวหน้า การศึกษาความเป็นไปได้ควรจะดูตั้งแต่โครงสร้างของหน่วยงานที่เหมาะสม การสรรหาบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านเข้ามาดูแลรับผิดชอบความเพียงพอของจำนวนบุคลากรที่ต้องการโดยเฉพาะสำหรับตำแหน่งที่สำคัญ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น
6. ความเป็นไปได้ด้านเวลา : การทำธุรกิจบางอย่างอาจมีเรื่องของเวลาเป็นตัวกำหนดหากไม่ทันตามเวลาที่กำหนดอาจทำให้เกิดความเสียหายได้มาก เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับฤดูกาล
7. ความเป็นไปได้ด้านสิ่งแวดล้อม : การทำธุรกิจในปัจจุบันจะต้องศึกษาและประเมินความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย โดยเฉพาะต่อความเป็นอยู่ของผู้คน และการทำลายสภาพแวดล้อม เช่น น้ำเสีย มลพิษ เสียง กลิ่น เป็นต้น
หากผู้ก่อตั้งได้พิจารณาผลการศึกษาความเป็นไปได้และความเสี่ยงในด้านต่างๆ แล้วมีความเห็นว่าควรจะจัดตั้งหรือดำเนินการเชิงธุรกิจได้ ในขั้นตอนต่อไปก็คือการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกิจการขึ้น เพื่อเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ จนเสร็จสิ้นสมบูรณ์
ในวงจรชีวิตของการประกอบธุรกิจ (Business life cycle) เรามักจะพบว่าผลของการดำเนินงานอาจแบ่งได้เป็น 4 ช่วงตอนตามกาลเวลา คือ
1. ระยะเริ่มต้น (Launch/Startup) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เริ่มดำเนินการ ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ก็คือขั้นตอนที่วางตลาด การสร้างความรู้จักให้กับผู้บริโภคหรือลูกค้า
2. ระยะเติบโต (Growth) เป็นระยะที่ปริมาณการจำหน่ายเพิ่มขึ้นหลังจากที่ลูกค้าได้รู้จักและยอมรับในผลิตภัณฑ์ ซึ่งเจ้าของธุรกิจหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อพิจารณาช่องทางในการขยายตลาดหรือการลงทุนเพื่อเพื่อให้มีผลิตภัณฑ์พร้อมสำหรับการจำหน่าย
3. ระยะอิ่มตัว (Maturity) เป็นระยะเติบโตถึงจุดสูงสุด ซึ่งผู้บริหารจะต้องใช้ความพยายามที่จะรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ให้ได้ยาวนานที่สุด ซึ่งจะต้องพิจารณาดูถึงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือการลงทุนเพิ่ม เพื่อรักษาความมั่นคงของธุรกิจไว้
4. ระยะถดถอย (Decline) ในช่วงระยะอิ่มตัวรายได้อาจขึ้นๆ ลงๆ แต่ถ้าลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารควรหาวิธีการที่จะต้องป้องกันหรือเปลี่ยนแปลง เช่น การคิดค้นหาผลิตภัณฑ์มาแทนในวงจรชีวิตของธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์นั้น การรักษาระยะที่เติบโตสูงสุดไว้ให้ได้ยาวนานที่สุดนับเป็นบทบาทที่สำคัญของผู้บริหาร โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาสานต่อในธุรกิจที่ผู้ก่อตั้งได้เริ่มต้นไว้
ผู้สานต่อ (Successor) : บทบาทและความรับผิดชอบของผู้สานต่อหรือผู้สืบทอดงานมีความสำคัญมากต่อการเจริญเติบโต ความยั่งยืนของกิจการหรือธุรกิจที่ผู้ก่อตั้งได้จัดให้มีขึ้น ผู้สานต่อจึงจำเป็นต้องมีความพร้อมพอสมควรทั้งด้านความรู้ความชำนาญ และประสบการณ์ในกิจการที่จะต้องรับผิดชอบ หน่วยงานจึงจำเป็นต้องมีการเตรียมผู้สืบทอดงาน (Succession Planning) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ระยะยาวในการคัดเลือกและพัฒนาพนักงานที่มีศักยภาพ เพื่อเตรียมพร้อมรับตำแหน่งสำคัญๆ และเพื่อป้องกันการขาดแคลนบุคลากร
เมื่อโครงสร้างขององค์กรหรือหน่วยงานมีความชัดเจนแล้ว จะทำให้สะดวกและง่ายขึ้นต่อการเตรียมผู้ที่จะสานงานต่อโดยเฉพาะในตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อการดำเนินงานขององค์กร ซึ่งการเตรียมอาจแบ่งเป็นขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
1. การระบุตำแหน่งสำคัญ (Identify Critical Positions) เป็นการพิจารณาตำแหน่งสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานในแต่ละฝ่ายขององค์กร เช่น ตำแหน่งหัวหน้างานหรือผู้จัดการ
2. การกำหนดคุณสมบัติ (Define Competencies) โดยระบุความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งนั้นๆ อย่างชัดเจน
3. การคัดเลือกผู้ที่จะมาสืบทอด (Identity Candidates) เป็นการประเมินหาตัวบุคคลที่มีศักยภาพเหมาะสมที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนได้
4. การวางแผนพัฒนา (Development Plan) ซึ่งอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การมอบหมายงานให้ทำ การหมุนเวียนงาน การฝึกอบรม
5. การประเมินความพร้อม (Evaluate Readiness) เป็นการติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์จากการเรียนรู้และการปฏิบัติงานจริง
6. การทบทวนและปรับปรุง (Review and Update) เป็นการทบทวนและปรับปรุงหากพบมีข้อบกพร่องหรือยังขาดทักษะเกี่ยวกับงานใดๆ
การเตรียม Successor มีผลดีต่อองค์กรในองค์กรในหลายๆ ประการ เช่น ลดความเสี่ยงต่อการดำเนินงานที่จะให้เป็นไปอย่างไม่ราบรื่น เนื่องจากขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ เป็นการรักษามาตรฐานการดำเนินงานให้เป็นที่ยอมรับอย่างต่อเนื่อง สร้างแรงจูงใจให้พนักงาน และสามารถมีผู้สานงานต่อที่มีความชำนาญ เป็นต้น
--------------------------------------------
ศาสตราจารย์พิเศษจอมจิน จันทรสกุล
นายกสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี