สวัสดีครับทุกคน ชื่อเปรมนะครับ วันนี้จะลองมาแชร์เส้นทางเบื้องหลัง ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาทำกิจกรรมตลอดทั้ง 5 ปีในมหาวิทยาลัย หวังว่าจะเป็นแนวคิดหนึ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับใครสักคนได้นะครับ
บอกเลยว่าจะเขียนออกมาแบบใช้ใจเรียบเรียง จะทำออกมาให้ดีที่สุดนะครับ
เกริ่นก่อนว่า ก่อนหน้านี้ตอนม.ต้น ผมเป็นนักเรียนสายวิชาการ ที่ใครหลายๆคนตอนนั้นคงไม่นึกว่าสุดท้ายแล้วผมจะได้เข้ามาแตะการทำกิจกรรม ทุกอย่างเริ่มขึ้นที่ช่วง ม.2 ครับ มีคุณครูคนหนึ่งได้เชิญชวนผมเข้าไปเป็น 1 ในทีม YC (Youth Counselor) ของโรงเรียน ตอนนั้นผมยอมรับเลยว่า ไม่รู้จักเลยว่าคืออะไร555 แต่ผมรีบคว้าโอกาสนั้นไว้แล้วลองทำดูครับ จากวันนั้นคุณครูท่านนั้นสอนให้รู้จักการพัฒนาสังคม รู้จักตนเอง หัดใส่ใจผู้อื่น สร้างให้เด็กคนหนึ่งจากที่พูดไม่เป็น ให้พูดได้เยอะขึ้น จากขี้อายกลายเป็นกล้าแสดงออก เปิดโลกที่ทำให้รู้ว่าเรามีพลังและมีความหมายมากแค่ไหน จากวันนั้นเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมหลงไหลในการทำกิจกรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น รองประธานคณะกรรมการนักเรียน ไปจนถึงการเป็นประธานสี เข้าสู่วัยมหาลัยในยุคโควิด ผมเป็น Dek64 เริ่มต้นเข้ามาในยุคที่โควิดทำให้กิจกรรมต่างๆต้องถูกงดบ้าง ลดสเกลลงบ้าง แต่ก็ได้มีโอกาสดีๆจากเพื่อนในชั้นปีที่เสนอชื่อและถูกโหวตเป็นประธานชั้นปีที่ 1 การทำงานในยุคโควิดก็เน้นออนไลน์เป็นหลักครับ แจ้งข่าวสารกิจกรรม ประสานอาจารย์รายวิชาต่างๆ ยอมรับเลยว่าความเงียบเหงาของช่วงปีนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ไฟในการทำกิจกรรมหายไปบ้าง (คิดในใจว่าอยากข้ามไปช่วงที่ไม่มีโควิดได้แล้ว) จนมาถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตที่เริ่มต้นจากเพื่อนคนหนึ่งของผมครับ เธอเข้ามาด้วยข้อความว่า “เปรม มีเรื่องอยากคุยด้วยง่ะ โทรได้มั้ยย“ แน่นอนครับ นั่นคือการเชิญชวนผมลงสมัครเลือกตั้งสภานักศึกษา ผมเริ่มคิดกับตัวเอง ถามกับตัวเองว่าพร้อมมั้ยกับการเข้าไปสู่วงการทำกิจกรรมอีกครั้ง เมื่อหัวใจเรียกร้อง ผมตอบตัวเองทันทีว่าพร้อม แล้วก็กรอกข้อมูลสมัครทันทีครับ การเปิดโลกในสภานักศึกษา เมื่อได้มีโอกาสเข้าสู่สภานักศึกษา นี่คือการเปิดโลกของผมมากๆ ในฐานะนักศึกษาเภสัชศาสตร์ ม.อุบล ยอมรับว่าในตอนนั้นไม่เชี่ยวชาญในธรรมนูญนักศึกษา ไม่เข้าใจภาพการทำงานในระดับองค์กรผู้นำนักศึกษามาก่อน ผมใช้เวลาทำความเข้าใจกับตำแหน่งที่ทุกคนไว้ใจเลือกผมมาอยู่นานพอสมควร ต้องขอขอบคุณรุ่นน้องผมคนหนึ่งในสภานักศึกษาและเพื่อนๆในทีม ณ ตอนนั้น ที่คอยชี้แนะ คอยสอนให้ผมเข้าใจในการทำงานมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเติบโตและเริ่มตั้งคำถามกับหลายอย่างรอบๆตัวผมเอง ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมและประชุมสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์ ได้เจอเพื่อนๆกว่าอีก 19 สถาบัน ผมได้แลกเปลี่ยนความคิด ทำความรู้จักแต่ละมหาวิทยาลัย ผมสังเกตเสมอว่าจุดเด่นของเขาคืออะไร เราจะสามารถเอามาปรับใช้ในรูปแบบของมอเราได้มั้ย เพราะผมเองก็เป็นหนึ่งคนครับที่คิดว่า มหาวิทยาลัยของเราก็มีสิ่งดี และสามารถไปได้ไกลกว่านี้ สร้างเอกลักษณ์ให้คณะผ่าน TikTok ผมเริ่มคิดจากเรื่องคณะของตัวเองก่อน ทำอย่างไรให้คณะเราถูกพูดถึง ทำอย่างไรให้น้องๆสนใจในคณะเรามากขึ้น ผมจึงเริ่มเล่นแอปพลิเคชั่น TikTok เริ่มลองทำคลิปแนะนำการทำแลปในคณะ กิจกรรมในคณะ ซึ่งผลตอบรับดีเกินที่คาดไว้มากๆ ดีใจที่น้องๆมัธยมให้ความสนใจในคณะเรานะครับ ถือว่าติ้กถูกไปได้หนึ่งข้อ จนนำมาสู่บทบาทใหม่ที่ใจปรารถนา ผมลงสมัครเลือกตั้งสโมสรนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ ในนาม พรรคเภสัชไปต่อ ในฐานะแคนดิเดตนายกสโมสรนักศึกษา และได้รับความไว้วางใจให้ได้ทำหน้าที่ในที่สุด
บอกเลยว่าจะเขียนออกมาแบบใช้ใจเรียบเรียง จะทำออกมาให้ดีที่สุดนะครับ
"การเรียนรู้ การทำงานได้ทำงานร่วมกัน
จะทำให้เรามีมุมมองกว้างขึ้น และก้าวข้ามขีดจำกัด"
ในฐานะนายกผมพยายามอย่างมากที่จะพาผู้คนในคณะเภสัชของผมออกไปเจอโลกภายนอกที่กว้างมากขึ้น ผมยอมรับเลยว่าเส้นทางใหม่นี้ท้าทาย กดดัน ทุกการตัดสินใจมีผู้ที่ได้รับผลกระทบเสมอ ผมเป็นคนใช้ใจลงไปกับการทำงาน และก็แคร์คนรอบข้างภายในคณะมาก อยากให้ทุกคนใช้เหตุผลและความเข้าอกเข้าใจกันเพื่อจะได้ร่วมงานกันได้อย่างมีความสุข ปี 5 : ช่วงฮีลพลังใจ จนมาถึงปีนี้ ปี 5 แล้วครับ ทีแรกผมคิดว่าจะหยุดแล้ว แต่ผมก็ลงสมัครเข้าไปทำงานเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภานักศึกษาจนได้ การได้อยู่ที่นี่เหมือนเป็นช่วงฮีลพลังใจจากผู้คนรอบๆตัวที่รักในการทำกิจกรรมจากหลายคณะ หลายคนอาจจะสงสัยว่า เรียนคณะเภสัชเลยนะ ทำกิจกรรมขนาดนี้ ผลการเรียนเป็นยังไง? ตอบเลยครับว่า การเรียนเป็นไปได้ราบรื่นด้วยดีเลยครับ อาจเป็นเพราะอยู่ในสังคมที่ช่วยกันเรียนด้วย แต่เราก็ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นเยอะ บริหารเวลาให้ดี และไม่ควรลืมหน้าที่หลักในฐานะการเป็นนักศึกษาด้วย
จะทำให้เรามีมุมมองกว้างขึ้น และก้าวข้ามขีดจำกัด"
"ตราบใดที่เราเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเอง
เราจะเปล่งประกายออกมาด้วยพลังที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย"
เราจะเปล่งประกายออกมาด้วยพลังที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย"
ถึงทุกคนที่เคยผิดพลาดและกลัวอยู่ ประสบการณ์ทั้งหมดทำให้ผมเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตัวเอง ชีวิตเราที่มีคุณค่าและสามารถลุกขึ้นมาสร้างอะไรสักอย่างได้เพื่อสังคม ถ้านั่นคือจิตวิญญาณข้างในของคุณ จงอย่ายอมแพ้แม้ในวันที่ใครหลายคนอาจจะไม่เชื่อในตัวคุณ เพราะพลังนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นความหมายของคุณในฐานะนักกิจกรรมคนหนึ่งอย่างภาคภูมิ สุดท้ายนี้ มาร่วมด้วยช่วยกันพัฒนามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีกันนะครับ ขอเพียงลงมือทำ ทุกคนก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้มหาวิทยาลัยของเราก้าวไปได้มากขึ้นกว่าที่เป็น ฝากด้วยนะครับ
