มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีกับการนำความรู้ด้านชีววิทยาสังเคราะห์มาประยุกต์ใช้ โดย ศาสตราจารย์พิเศษจอมจิน จันทรสกุล นายกสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีกับการนำความรู้ด้านชีววิทยาสังเคราะห์มาประยุกต์ใช้


โดยศาสตราจารย์พิเศษจอมจิน  จันทรสกุล


-----------------------------------------------------------------------


          ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวก่อนว่าผมมิใช่เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) แต่การเขียนบทความนี้ก็เพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีให้ความสนใจกับศาสตร์ทางด้านนี้มากยิ่งขึ้น ข้อมูลเกือบทั้งหมดที่นำมาเขียนไว้ได้จากรายงานฉบับสมบูรณ์ของของมูลนิธิบัณฑิตสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (บวท.) 2567 เรื่องโครงการศึกษาสถานภาพความพร้อมของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีววิทยาสังเคราะห์ในประเทศไทย ซึ่งจัดทำโดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ


          นักวิจัยคงจะคุ้นเคยกับคำว่า Synthetic Biology หรือชีววิทยาสังเคราะห์ดีพอสมควร ซึ่งเป็นการบูรณาการหลักวิศวกรรมศาสตร์เทคโนโลยีชีวภาพและวิทยาศาสตร์ข้อมูลเพื่ออกแบบ (Designing) สร้าง (Building) และทดสอบ (Testing) ระบบทางชีวภาพและองค์ประกอบทางชีวภาพโดยการปรับแต่งไปถึงระดับ DNA เพื่อให้เซลล์เกิดการทำงานในรูปแบบใหม่หรือพัฒนาในทางที่ดีขึ้น ดังนั้นการวิเคราะห์ความท้าทายและโอกาสของชีววิทยาสังเคราะห์ของประเทศไทย จึงเป็นข้อมูลเพื่อประกอบการกำหนดทิศทางการพัฒนาด้านชีววิทยาสังเคราะห์ของประเทศไทยในอนาคต


          การศึกษาซึ่งจัดทำโดยศูนย์พันธุวิศวกรรมฯ ได้ศึกษาสถาบันชั้นนำที่เกี่ยวข้องกับชีววิทยาสังเคราะห์ในระดับนานาชาติหลายประเทศ เช่น ของ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐประชาชนจีน สิงค์โปร์ เกาหลี และออสเตรเลีย ซึ่งพบว่าในบางประเทศมีหลายสถาบันและสาขาเป้าหมายโดยได้แสดงให้เห็นเปรียบเทียบสถานภาพการพัฒนาด้านชีวสังเคราะห์ของประเทศเหล่านี้  โดยพิจารณาจากความพร้อมใน 5 ด้าน คือ


  1. ด้านการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม
  2. ด้านนโยบายและกฎระเบียบ
  3. ด้านอุตสาหกรรมชีวสังเคราะห์
  4. ด้านการสนับสนุนทางการเงินและการคลัง
  5. ด้านระบบนิเวศนวัตกรรม

         


          โดยพบว่าในหลายประเทศมีการพัฒนา มีความพร้อมและความก้าวหน้าไปมากเมื่อเปรียบกับประเทศไทย สำหรับของประเทศไทยการพัฒนาแต่ละด้านสามารถหาดูรายละเอียดในแต่ละด้านได้ในรายงานที่กล่าวถึงนี้  ซึ่งโดยสรุปแล้วแม้ว่าประเทศไทยจะมีพื้นฐานทั้งส่วนของการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งกำลังคนทางด้าน modern และ conventional biotechnological  ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการพัฒนางานด้านชีววิทยาสังเคราะห์ แต่ก็ยังขาดความพร้อมในหลายส่วนที่สนับสนุนการเติบโตด้านชีววิทยาสังเคราะห์  เนื่องจากประเทศไทยต้องเผชิญกับข้อจำกัดต่างๆ ทั้งด้านการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม ด้านนโยบายและกฎระเบียบ ด้านอุตสาหกรรมชีววิทยาสังเคราะห์  ด้านการสนับสุนทางการเงินและการคลัง และระบบนิเวศนวัตกรรม


          ชีววิทยาสังเคราะห์มีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และสร้างนวัตกรรมในหลากหลายภาคส่วน เช่น ทางการแพทย์ เกษตรกรรม อาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ในรายงานนี้ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยควรจะมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ชีววิทยาสังเคราะห์ใน 2 อุตสาหกรรมหลักที่ประเทศมีความเชี่ยวชาญและได้เปรียบอยู่ ได้แก่


  1. อุตสาหกรรมอาหาร: ประเทศไทยมีความพร้อมในการใช้ชีววิทยาสังเคราะห์ในการพัฒนาอาหารเฉพาะบุคคล  (precision and personalized foods) โดยสามารถปรับแต่งผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการทางโภชนาการเฉพาะบุคคล
  2. อุตสาหกรรมสุขภาพการแพทย์และสุขภาวะ: ประเทศไทยมีความเข้มแข็งในภาคบริการทางการแพทย์และมีความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานทางารแพทย์สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ชั้นสูง(ATMPs)  และสามารถยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพการแพทย์ด้วยเทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ผ่านการส่งเสริมสตาร์ทอัพเฉพาะทางและโรงงานผลิตเฉพาะด้าน ซึ่งจะนำไปสู่ความก้าวหน้าด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู การรักษาเฉพาะบุคคลและนวัตกรรมสุขภาพ

 


          ในรายงานการศึกษาซึ่งจัดทำโดยศูนย์พันธุวิศวกรรมฯ ได้วิเคราะห์ช่องว่าง (GAP Analysis) การเปรียบเทียบความพร้อมระหว่างประเทศผู้นำระดับโลกและประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยและนวัตกรรม พบว่าส่วนที่เกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านชีววิทยาสังเคราะห์ เป็นไปตามตารางที่แสดงไว้


อันดับความสามารถด้านเทคโนโลยีชีวภาพและเกี่ยวข้องของประเทศไทยในปี 2568        


สาขา


อันดับโลก


อันดับในภูมิภาคอาเซียน


เทคโนโลยีชีวภาพ


31


3


จุลชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพประยุกต์


29


2


เกษตรและชีววิทยา


21


2


วิศวกรรมชีวภาพ


34


3


วิทยาศาสตร์อาหาร


21


2


วัสดุชีวภาพ


34


3


การวิจัยทางคลินิก


42


2


ที่มา :Scimago Journal & Country Rank, 2025


 


                สำหรับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แม้มหาวิทยาลัยจะไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (กลุ่ม 1) แต่ก็อยู่ในกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและการส่งเสริมนวัตกรรม (กลุ่ม 2) มหาวิทยาลัยจึงได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้พอสมควร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีในปัจจุบันมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านนี้เพิ่มมากขึ้น พร้อมกับทรัพยากรที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินการโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ กอรปกับมีผลงานวิจัยที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้


                มหาวิทยาลัยอาจจะเริ่มดำเนินการให้เป็นรูปธรรมขึ้นโดยการจัดประชุมกลุมย่อย (Focus Group) เพื่อจะศึกษาโอกาสและความท้าทายในการพัฒนาเทคโนโลยีชีวสังเคราะห์ เช่น เรื่องของข้อจำกัดด้านเงินทุนและการลงทุน  โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิตและการขยายกำลังการผลิต ด้านนโยบายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง กลไกการประสานงานระหว่างโครงการและหน่วยงานต่างๆ และช่องว่างของทักษะและความสามารถที่จำเป็น


                จากข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในรายงานฉบับนี้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีควรจะทำการเร่งรัดพัฒนาความสามารถด้านการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดังนี้


  1. การพัฒนาความสามารถด้านการวิจัยพื้นฐานและประยุกต์
  2. การพัฒนาทักษะ ความสามารถและสร้างกำลังคนเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ เช่น การพัฒนาหลักสูตรเพื่อพัฒนาบัณฑิตหรือบุคลากรด้านเทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์
  3. การจัดทำโปรแกรมพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์
  4. การพัฒนาทักษะด้านกฎระเบียบและการวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ

 


                มหาวิทยาลัยอาจจะต้องใช้เวลามากพอสมควรในการจัดดำเนินการตามข้อเสนอแนะเหล่านี้ แต่คงไม่เกินกำลังและความสามารถที่จะดำเนินการได้ เพียงขอให้มีความตั้งใจและเห็นถึงความจำเป็นที่มหาวิทยาลัยจะต้องผลักดันเกี่ยวกับงานด้านนี้ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น


 


เอกสารอ้างอิง    1. มูลนิธิบัณฑิตบสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (บวท.) รายงานฉบับสมบูรณ์  (Final Report) เรื่อง การ Review of the Current Landscape and Future Prospects of Engineering Biology in Malasia and Thailand.) จัดทำโดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ2568.