| การจัดการความรู้ |
| เจาะลึก พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2569
post: 2026-09-05 16:24:03 by: ดุจฤทัย เพียรดี views: 7 กลุ่ม: |
![]() วัตถุประสงค์ 1.เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมาย ระเบียบ กฎกระทรวง ประกาศ และหนังสือเวียนซ้อมความเข้าใจต่างๆ ฉบับอัพเดต เพิ่มมากขึ้น 2.ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องตามระเบียบฯ
เนื้อหาโดยสรุป หลักการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ (มาตรา 8) 1.คุ้มค่า พัสดุต้องมีคุณภาพ มีคุณลักษณะตอบสนองการใช้งาน ราคาเหมาะสม มีแผนบริหารพัสดุเหมาะสม ชัดเจน 2.โปร่งใส กระทำโดยเปิดเผย ให้แข่งขันอย่างเป็นธรรม ปฏิบัติต่อผู้ประกอบการเท่าเทียมกัน มีเวลาเหมาะสม เพียงพอต่อการยื่นข้อเสนอ มีหลักฐานชัดเจน มีการเปิดเผยข้อมูลในทุกขั้นตอน 3.ประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีการวางแผนการจัดซื้อจ้าง/บริหารพัสดุล่วงหน้า เพื่อให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง กำหนดเวลาที่เหมาะสม มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ 4.ตรวจสอบได้ มีการเก็บข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุอย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ *** ถ้าไม่เป็นไปตามหลักการ แต่ไม่มีผลต่อการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีนัยสำคัญ หรือกรณีจำเป็นเร่งด่วน หรือมีเหตุผลความจำเป็นอื่น การจัดซื้อจัดจ้างนั้นให้ใช้ได้** ** สตง. ใช้มาตรา 8 “คุ้มค่า” ในการตรวจแบบใหม่ (ซื้อมาต้องใช้อย่างคุ้มค่า) “การจัดซื้อจัดจ้าง” การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งพัสดุ 1.ซื้อ 2.จ้าง 3.เช่า 4.แลกเปลี่ยน 5.นิติกรรมอื่น “พัสดุ” (พ.ร.บ. มาตรา 4) 1.งานบริการ 2.สินค้า 3.งานก่อสร้าง 4.งานจ้างออกแบบหรือควบคุมงาน 5.งานจ้างที่ปรึกษา “สินค้า” (พ.ร.บ. มาตรา 4) 1.วัสดุ 2.ครุภัณฑ์ 3.ที่ดิน 4.สิ่งปลูกสร้าง 5.ทรัพย์สินอื่นใด “งานก่อสร้าง” (พ.ร.บ. มาตรา 4) 1.งานก่อสร้างอาคาร เช่น อาคารที่ทำการ โรงพยาบาล โรงเรียน สนามกีฬา เสาธง รั่ว 2.สาธารณูปโภค เช่น ประปา ไฟฟ้า สื่อสาร โทรคมนาคม การระบายน้ำ การขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางเรือ ทางอากาศ 3.การปรับปรุงซ่อมแซม แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปี (พ.ร.บ. มาตรา 11) เว้นแต่ 1.กรณีซื้อหรือจ้างโดยวิธีคัดเลือก -กรณีจำเป็นเร่งด่วนตาม ม.56 (1) (ค) -กรณีพัสดุที่ใช้ในราชการลับตาม ม.56 (1) (ฉ) 2.การซื้อหรือจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง -กรณีที่มีวงเงินในการจัดซื้อจัดจ้างตามที่กำหนดในกฎกระทรวงตาม ม.56 (2)(ข) -กรณีจำเป็นต้องใช้พัสดุโดยฉุกเฉินตาม ม.56 (2) (ง) -กรณีเป็นพัสดุที่จะขายทอดตลาดตาม ม.56 (2) (ฉ) 3.งานจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีเฉพาะเจาะจง -กรณีที่มีวงเงินค่าจ้างตามที่กำหนดในกฎกระทรวงตาม ม.70 (3) (ข) -กรณีจำเป็นเร่งด่วนหรือเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ตาม ม.70 (3) (ฉ) 4.งานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง -กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติตาม ม.82(3) *เร่งด่วน คือ ไม่เคยมีโครงการ/กิจกรรม และมีงบประมาณมาด่วน มา1-2 เดือน ก่อนเกิดกิจกรรม ก็เข้ากรณีเร่งด่วน การจัดทำร่างขอบเขตของงาน (ผู้ใช้งานเป็นคนกำหนด) TOR คือ การร่างขอบเขตงาน เพื่อใช้เป็นข้อกำหนดเงื่อนไขการเสนอราคา ซึ่งประกอบด้วยเอกสารแสดงข้อมูลรายการ รายละเอียดเทคนิคของสิ่งของ หรืองานจ้าง ที่จะประกาศหรือแจ้งให้ผู้ขายหรือผู้รับจ้างได้รับทราบถึงความต้องการ ตลอดจนเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จำเป็นของหน่วยงานของรัฐ ผู้ซื้อหรือผู้ว่าจ้าง *การตรวจรับต้องตรวจตาม TOR* *การทำสัญญา ให้ดู TOR เป็นหลักด้วย* *TOR กำหนด 120 วัน สัญญาต้องลง 120 วัน จะน้อยหรือมากกว่านั้นไม่ได้* *ผู้กำหนด TOR จะเป็นผู้กำหนดความต้องการ เพราะอะไร ใส่เหตุผลที่จะซื้อ *ได้งบประมาณมาจัดหาสินค้านวัตกรรม ถึงจะซื้อสินค้านวัตกรรมเท่านั้น จะเอางบประมาณอื่นมาซื้อไม่ได้ การซื้อ หรือการจ้างคืออะไร ลักษณะการซื้อ แตกต่างกับการจ้างดังนี้ 1.การซื้อ ได้แก่ กรณีผู้ขายสินค้าเป็นผู้กำหนดคุณลักษณะเฉพาะของส่งของนั้น ๆ ไว้แล้วตามตัวอย่าง/แค็ตตาล็อก เมื่อผู้ซื้อสั่งซื้อผู้ขายจะดำเนินผลิตตามตัวอย่าง/แค็ตตาล็อก นอกจากนี้ ผู้ซื้อยังสามารถให้ผู้ขายจัดทำรายการใดๆ เพิ่มเติมนอกเหนือไปจากรูปแบบในตัวอย่าง/แค็ตตาล็อกเป็นพิเศษอีกก็ได้ ***(สินค้าในแค็ตตาล็อก) 2.การจ้าง ได้แก่ ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ออกแบบคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งของที่จะจ้างทำนั้น ๆ หรือกำหนดแบบรูปรายการละเอียดงานที่จะจ้างตามที่ผู้ว่าจ้างต้องการก่อนแล้วจึงจะนำแบบที่คิดไว้นั้น ไปจ้างทำตามแบบที่ต้องการ *** (มีขอบเขตของงาน) กรณีมีงานซื้อและงานจ้างก่อสร้างรวมอยู่ด้วยกัน การวิเคราะห์ว่ากรณีเป็นงานซื้อหรืองานจ้างก่อสร้าง *ให้ดูวงเงินที่จัดหาว่า อย่างใดมีมากกว่ากัน “หากสัดส่วนวงเงินการจัดซื้อมีมากกว่างานก่อสร้างให้ถือว่าเป็นงานซื้อ* ในกรณีกลับกัน “หากมีงานก่อสร้างมากกว่างานซื้อ ให้ถือว่าเป็นงานจ้างก่อสร้าง” *เพราะจะมีผลต่อการกำหนด Spec และการคำนวณราคากลางที่มีวิธีคิดแตกต่างกัน* การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ข้อ 20 “การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วิธีการซื้อหรือจ้างหรืออำนาจในการสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนแปลงป จะกระทำมิได้ กรณีใดจะเป็นการแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างให้พิจารณาถึงวัตถุประสงค์ในการซื้อหรือจ้างครั้งน้ันและความคุ้มค่าของทางราชการเป็นสำคัญ” *การแบ่งซื้อแบ่งจ้างวิธีต้องไม่เปลี่ยน และอำนาจต้องไม่เปลี่ยน* แนวการวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัย การจะพิจารณาว่าเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้างหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากหลักเกณฑ์ดังนี้ กล่าวคือ มีการแบ่งวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกันออกเป็นส่วนๆ โดยไม่มีเหตุผลความจำเป็น ทำให้ 1.วิธีการซื้อหรือจ้างเปลี่ยนไป เช่น วงเงินที่จะซื้อหรือจ้างซึ่งจะต้องดำเนินการโดยการเชิญชวนทั่วไปแล้วไปดำเนินการโดยวิธีเฉพาะเจาะจง เป็นต้น หรือ 2.อำนาจในการซื้อหรือจ้างเปลี่ยนไป เช่น แบ่งวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างแล้ว วิธีการซื้อหรือจ้างในแต่ละครั้ง ยังคงเป็นวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปอยู่ แต่อำนาจสั่งซื้อหรือสั่งจ้าง ในแต่ละครั้งเปลี่ยนจากผู้มีอำนาจเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่งมาเป็นของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น ทั้งนี้การแบ่งวงเงินในการซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกันออกเป็นส่วนๆ ซึ่งมีผลทำให้การซื้อหรือจ้างเปลี่ยนแปลงไปนี้ หรือมีผลทำให้อำนาจในการสั่งซื้อหรือสั่งจ้างเปลี่ยนแปลงไปนี้ จะต้องพิจารณาในขณะที่เริ่มดำเนินการจัดซื้อหรือจัดจ้าง มิใช่พิจารณาจากผลของการดำเนินการ 3.คำว่า “ในครั้งเดียวกัน” ตามนัยระเบียบฯ ข้อ 20 วรรคหนึ่ง นั้น มุ่งหมายถึง การจัดหาพัสดุควรจะจัดซื้อหรือจัดจ้างครั้งเดียว ดังนั้น กรณีการได้รับอนุมัติจัดสรรเงินงบประมาณในครั้งเดียวกันหากไม่มีเหตุผลประการใด ที่ทำให้หน่วยงานของรัฐไม่สามารถดำเนินการในครั้งเดียวกันได้แล้ว หน่วยงานของรัฐจะต้องจัดซื้อหรือจัดจ้างในครั้งเดียวกัน หากหน่วยงานของรัฐได้แยกการดำเนินการจนมีผลทำให้วิธีการซื้อหรือจ้างเปลี่ยนไป หรือเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อหรือสั่งจ้างเปลี่ยนแปลงไป กรณีจะเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยระเบียบฯ มาตรา 9 การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุที่จะทำการจัดซื้อจัดจ้างให้หน่วยงานของรัฐคำนึงถึงคุณภาพ เทคนิค และวัตถุประสงค์ของการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุนั้น และห้ามมิให้กำหนดคุณลักษณะของพัสดุให้ใกล้เคียงกับยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งหรือผู้ขายรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ เว้นแต่พัสดุที่จะทำการจัดซื้อจัดจ้างตามวัตถุประสงค์นั้นมียี่ห้อเดียวหรือจะต้องใช้อะไหล่ของยี่ห้อใด ก็ให้ระบุยี่ห้อนั้นได้ หน้าที่คณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (ระเบียบฯ ข้อ 55 (2) วรรคสาม) ในกรณีที่ผู้ยื่นข้อเสนอรายใดเสนอเทคนิคหรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุไม่ครบถ้วนหรือเสนอรายละเอียดแตกต่างไปจากเงื่อนไขที่หน่วยงานของรัฐกำหนด ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญและความแตกต่างนั้นไม่มีผลทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ หรือเป็นการผิดพลาดเล็กน้อย ให้พิจารณาผ่อนปรนตัดสิทธิ์ผู้ยื่นข้อเสนอรายนั้น *ถ้าผู้เสนอราคาต่ำมาก ให้ทำหนังสือให้เขายืนยันการเสนอราคา ถ้าเขายืนยันราคาต่ำ ก็สามารถรับราคาได้* การบริหารสัญญาและการตรวจรับพัสดุ 1.พระราชบัญญัติฯ หมวด 10 มาตรา 100 – 105 2.ระเบียบฯ หมวด 6 ข้อ 175-189 การบริหารสัญญาและการตรวจรับพัสดุ (พ.ร.บ.มาตรา 100) -การดำเนินการตามสัญญาหรือข้อตกลง ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ เพื่อรับผิดชอบในการบริหารสัญญาหรือข้อตกลงและการตรวจรับพัสดุ -การจัดซื้อจัดจ้างวงเงินเล็กน้อยจะแต่งตั้งบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้ตรวจรับพัสดุก็ได้ *การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างกับผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และพัสดุที่ผลิตภายในประเทศ ใช้เกณฑ์ราคา เท่านั้น* *ทุกขั้นตอนจะต้องมีหัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบ* ระยะเวลาในการตรวจรับพัสดุตามระเบียบฯ (งานจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง) 1.กรณีสัญญามีงวดงานเดียว ให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุใช้ระยะเวลาในการตรวจรับภายใน 5 วันทำการหลังจากที่คู่สัญญาส่งมอบพัสดุ 2.กรณีมีหลายงวดงาน ให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุใช้ระยะเวลาในการตรวจรับระหว่างงวด ภายใน 3 วันทำการ หลังจากที่คู่สัญญาส่งมอบพัสดุ สำหรับงวดสุดท้ายให้ตรวจรับภายใน 5 วันทำการ หลังจากที่คู่สัญญาส่งมอบพัสดุ ทั้งนี้ ภายหลังจากการตรวจรับพัสดุแล้ว ให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุจัดทำรายงานเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐหรือผู้ที่รับมอบอำนาจภายใน 2 วันทากร และให้เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลการตรวจรับพัสดุในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจนถึงการบริหารสัญญาในระบบ e-GP ภายในวันที่ได้ดำเนินการจริง หากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุหรือผู้ควบคุมงานมีเหตุผลความจำเป็นไม่อาจดำเนินการได้ภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ขอขยายระยะเวลาในการดำเนินการต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐต่อไป สำหรับการกำหนดระยะเวลาในการตรวจรับพัสดุตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้ใช้บังคับเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างตามหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติฯ เท่านั้น (ใช้บังคับกับการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ยกเว้นงานจ้างที่ปรึกษา และงานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้าง) องค์ประกอบของคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ (ระเบียบฯ ข้อ 26) คณะกรรมการซื้อหรือจ้างตามข้อ 25 แต่ละคณะประกอบด้วยประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการอย่างน้อย 2 คน ซึ่งแต่งตั้งจากข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานของรัฐ พนักงานหน่วยงานของรัฐหรือที่เรียกชื่ออย่างอื่น โดยคำนึงถึงลักษณะหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นสำคัญ ในกรณีจำเป็นหรือเพื่อประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐจะแต่งตั้งบุคคลอื่นร่วมเป็นกรรมการด้วยก็ได้ แต่จำนวนกรรมการที่เป็นบุคคลอื่นจะต้องไม่มากกว่าจำนวนกรรมการตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการซื้อหรือจ้างทุกคณะ ควรแต่งตั้งผู้ชำนาญการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับงานซื้อหรือจ้างนั้นๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย ข้อห้าม การแต่งตั้งคณะกรรมการซื้อหรือจ้าง (ระเบียบฯ ข้อ 26 วรรคสาม) ในการซื้อหรือจ้างครั้งเดียวกัน ห้ามแต่งตั้งผู้ที่เป็นกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ กรรมการพิจารณาผลการสอบราคา หรือกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีคัดเลือกเป็นกรรมการตรวจรับพัสดุ การประชุมของคณะกรรมการ (ระเบียบฯ ข้อ 27) องค์ประชุม ประธาน+ กรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งและประธานต้องอยู่ด้วยทุกครั้ง มติกรรมการถือเสียงข้างมาก ถ้าเสียงเท่ากันให้ประธานออกเสียงเพิ่มอีก 1 เสียง ยกเว้นคณะกรรมการตรวจรับพัสดุต้องใช้มติเอกฉันท์ *กรรมการของคณะใดไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการให้ทำบันทึกความเห็นแย้งไว้ด้วย* วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง (พ.ร.บ.มาตรา 55) ต้องเรียงตามลำดับไม่สามารถข้ามวิธีได้ 1.วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป (ทั่วไป) 2.วิธีคัดเลือก (กลุ่มบุคคล) 3.วิธีเฉพาะเจาะจง (ไม่เกิน 500,000 บาท) ค่าปรับ(เบี้ยปรับ) : เป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าไม่ต้องพิสูจน์ความเสียหาย ค่าเสียหาย : เป็นสิทธิเรียกร้องของคู่สัญญา เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแล้วต้องพิสูจน์ความเสียหาย เรียกได้ตอนลงนามในสัญญาใหม่ ต้องรู้ตัวเงินแน่นอน ต้องเป็นเงื่อนไขเดิม แบบเดิมทุกประการ หน้าที่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานซื้อหรืองานจ้าง 1.ตรวจรับพัสดุ ณ ที่ทำการของผู้ใช้พัสดุนั้น หรือสถานที่ซึ่งกำหนดไว้ในสัญญาหรือข้อตกลงตรวจรับพัสดุ ณ สถานที่อื่น ในกรณีที่ไม่มีสัญญาหรือข้อตกลง จะต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้าหน่วยงานของรัฐก่อน 2.ตรวจรับพัสดุให้ถูกต้องครบถ้วนตามหลักฐานที่ตกลงกันไว้ สำหรับกรณีที่มีการทดลองหรือตรวจสอบในทางเทคนิคหรือทางวิทยาศาสตร์ จะเชิญผู้ชำนาญการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับพัสดุนั้นมาให้คำปรึกษาหรือส่งพัสดุนั้นไปทดลองหรือตรวจสอบ ณ สถานที่ของผู้ชำนาญการหรือผู้ทรงคุณวุฒินั้น ๆ ก็ได้ ในกรณีจำเป็นที่ไม่สามารถตรวจนับเป็นจำนวนหน่วยทั้งหมดได้ ให้ตรวจรับตามหลักวิชาการสถิติ 3.ให้ตรวจรับพัสดุในวันที่ผู้ขายหรือผู้รับจ้างนำพัสดุมาส่งและให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้น โดยเร็วที่สุด 4.เมื่อตรวจถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้รับพัสดุไว้และถือว่าผู้ขายหรือผู้รับจ้างได้ส่งมอบพัสดุถูกต้องครบถ้วนตั้งแต่วันที่ผู้ขายหรือผู้รับจ้างนำพัสดุนั้นมาส่ง แล้วมอบแก่เจ้าหน้าที่พร้อมกับทำใบตรวจรับโดยลงชื่อไว้เป็นหลักฐานอย่างน้อย 2 ฉบับ มอบแก่ผู้ขายหรือผู้รับจ้าง 1 ฉบับ และเจ้าหน้าที่ 1 ฉบับ เพื่อดำเนินการเบิกจ่ายเงินตามระเบียบของหน่วยงานของรัฐและรายงานให้หัวหน้าหน่วยงานรัฐทราบ ในกรณีที่เห็นว่าพัสดุที่ส่งมอบ มีรายละเอียดไม่เป็นไปตามข้อกำหนดในสัญญาหรือข้อตกลง ให้รายงานหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่ เพื่อทราบและสั่งการ 5.ในกรณีที่ผู้ขายหรือผู้รับจ้างส่งมอบพัสดุถูกต้องแต่ไม่ครบจำนวน หรือส่งมอบครบจำนวนแต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด ถ้าสัญญาหรือข้อตกลงมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้ตรวจรับไว้เฉพาะจำนวนที่ถูกต้อง โดยถือปฏิบัติตาม (4) และให้รีบรายงานหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่ เพื่อแจ้งให้ผู้ขายหรือผู้รับจ้างทราบภายใน 3 วันทำการนับถัดจากวันตรวจพบ แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิ์หน่วยงานของรัฐที่จะปรับผู้ขายหรือผู้รับจ้างในจำนวนที่ส่งมอบไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องนั้น 6.การตรวจรับพัสดุที่ประกอบกันเป็นชุดหรือหน่วย ถ้าขาดส่วนประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งไปแล้วจะไม่สามารถใช้การได้โดยสมบูรณ์ ให้ถือว่าผู้ขายหรือผู้รับจ้างยังมิได้ส่งมอบพัสดุนั้นและโดยปกติให้รีบรายงานหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อแจ้งให้ผู้ขายหรือผู้รับจ้างทราบภายใน 3 วันทำการ นับถัดจากวันที่ตรวจพบ 7.ถ้ากรรมการตรวจรับพัสดุบางคนไม่ยอมรับพัสดุโดยทำความเห็นแย้งไว้ให้เสนอหัวหน้างานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ ถ้าหัวหน้าหน่วยงานรัฐสั่งการให้รับพัสดุนั้นไว้ จึงดำเนินการตาม (4) หรือ (5) แล้วแต่กรณี การแจ้งการเรียกค่าปรับการสงวนสิทธิการเรียกค่าปรับ (ระเบียบฯ ข้อ 181) กรณีที่สัญญาหรือข้อตกลงได้ครบกำหนดส่งมอบแล้ว และมีค่าปรับเกิดขึ้น ให้หน่วยงานของรัฐ “แจ้งเรียกค่าปรับ” ตามสัญญาหรือข้อตกลงจากคู่สัญญาภายใน 7 วันทำการ นับถัดจากวันครบกำหนด เมื่อคู่สัญญาได้ส่งมอบพัสดุ ให้หน่วยงานของรัฐ “บอกสงวนสิทธิ์การเรียกค่าปรับ” ในขณะที่รับมอบพัสดุนั้นด้วย การงด ลดค่าปรับ การขยายเวลา (พ.ร.บ. มาตรา 120) การงดหรือลดข้าปรับให้แก่คู่สัญญา หรือการขยายเวลาทำการตามสัญญาหรือข้อตกลง ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะพิจารณาได้ตามจำนวนวันที่มีเหตุเกิดขึ้นจริง เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้ 1.เหตุเกิดจากความผิดพลาดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐ 2.เหตุสุดวิสัย (ให้ดูกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) 3.เหตุเกิดจากพฤติการณ์อันหนึ่งอันใดที่คู่สัญญาไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย (เหตุจากบุคคลที่ 3 ที่ไม่กระทบต่อผู้ขาย) 4.เหตุอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามระเบียบฯ ข้อ 182 ให้หน่วยงานของรัฐระบุไว้ในสัญญาหรือข้อตกลงกำหนดให้คู่สัญญาต้องแจ้งเหตุดังกล่าวให้หน่วยงานของรัฐทราบภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่เหตุนั้นได้สิ้นสุดลงหรือตามที่กำหนดในกฎกระทรวง หากมิได้แจ้งภายในเวลาที่กำหนดคู่สัญญาจะยกมากล่าวอ้างเพื่อของดหรือลดค่าปรับ หรือขอขยายเวลาในภายหลังมิได้ เว้นแต่กรณีเหตุเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีหลักฐานชัดแจ้ง หรือหน่วยงานของรัฐทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น แนวการวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัย ในการพิจารณางดหรือลดค่าปรับ หน่วยงานของรัฐจะต้องคิดค่าปรับนับวันถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบงานตามสัญญาจนถึงวันที่ผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาโดยหักด้วยระยะเวลาที่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุใช้ไปในการตรวจรับพัสดุทุกครั้ง สำหรับการคิดค่าปรับนั้นหากในสัญญาจ้างมิได้กำหนดค่าปรับเป็นรายงวดไว้ กรณีนี้ค่าปรับจะคิดคำนวนถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบงวดสุดท้ายตามสัญญา การบอกเลิกสัญญา & การตกลงเลิกสัญญา (พ.ร.บ. มาตรา 103) วรรคหนึ่ง 1.เหตุตามที่กฎหมายกำหนด (กฎหมายทั่วไป เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตัวอย่าง หจก. แปลสภาพเป็นบริษัท โดยทำสัญญาในนาม หจก.แต่จริง ๆ ก่อนทำสัญญาแปลสภาพแล้ว ถือว่าไม่มีความสามารถตาม กม.สามารถบอกเลิกได้ตาม ม.103(1) เป็นต้น ) 2.เหตุอันเชื่อได้ว่าผู้ขายหรือผู้รับจ้างไม่สามารถส่งมอบงานได้ภายในเวลาที่กำหนด 3.เหตุอื่นตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. หรือในสัญญาหรือข้อตกลง (การจ้างช่วง ตาม พ.ร.บ. ม.95 กรณีจ้างช่วงโดยไม่ได้ขออนุญาต) 4.เหตุอื่นตามระเบียบ ที่รัฐมนตรีกำหนด (ตามระเบียบฯ ข้อ 183 ค่าปรับจะเกินร้อยละ 10) วรรคสอง การตกลงบอกเลิกสัญญา กระทำได้เฉพาะที่เป็นประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐโดยตรงหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อแก้ไขข้อเสียเปรียบของหน่วยงานของรัฐในการที่จะปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลงนั้นต่อไป นอกจากการบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงตามมาตรา 103 หากปรากฏว่า คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลงได้ และจะต้องมีการปรับตามสัญญาหรือข้อตกลงนั้น หากจำนวนเงินค่าปรับ “จะเกินร้อยละสิบ” ของวงเงินค่าพัสดุหรือค่าจ้าง ให้หน่วยงานของรัฐ พิจารณาดำเนินการบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลง เว้นแต่ คู่สัญญาจะได้ยินยอมเสียค่าปรับให้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ให้พิจารณาผ่อนปรนการ บอกเลิกสัญญาได้เท่าที่จำเป็น (ถ้ามีความจำเป็นผ่อนปรนได้ตาม ว.83) **ผู้ขายบอกยินยอมเสียค่าปรับไม่มีเงื่อนไข ถ้ามีเงื่อนไขต้องบอกเลิกสัญญาทันที** **ถ้ามีหลายงวดให้มีการทำแผน ถ้าไม่เป็นตามแผนให้บอกเลิกได้เลย** **หน่วยงานมีหนังสือไปถึงคู่สัญญา แจ้งว่า ค่าปรับจะเกินร้อยละ 10 ถึงจะบอกเลิกสัญญา ถ้าบอกเลิก สัญญาไปแล้วจะยกเลิกไม่ได้ (ตามประมวล กม. แพ่งและพาณิชย์ บอกเลิกแล้วถอนไม่ได้) ยกเว้นแต่ เป็นการบอกเลิกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย) แนวทางภายหลังการบอกเลิกสัญญา ตาม พ.ร.บ. มาตรา 103 วรรคหนึ่ง (2) หรือ (4) และหนังสือด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว108 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 ผลของการบอกเลิกสัญญา ย่อมทำให้คู่สัญญาในแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม หากมีงานที่ผู้ว่าจ้างได้รับไว้และใช้ประโยชน์ในราขการได้ตามสัญญาแล้วผู้ว่าจ้างจะต้องมีการชดใช้ราคาให้แก่ผู้รับจ้างโดยจะต้องมีการหักค่าปรับและค่าเสียหาอื่นๆ (ถ้ามี) เว้นแต่ งานที่รับไว้ หากผู้ว่าจ้างไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในราชการตามสัญญาได้ จึงต้องถือว่างานนั้นไม่ควรค่าแห่งการชดใช้เงินคืนตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
|
![]() |