| การจัดการความรู้ | ||||||||||||||||||||||||||||||||
| ระบบบริหารจัดการลูกหนี้เงินทดรองจ่ายเชิงรุกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการกำกับดูแลแบบบูรณาการ
post: 2026-08-07 16:04:03 by: วาสนา สมโสภา views: 74 กลุ่ม: CoP Future Office POLUBU, |
||||||||||||||||||||||||||||||||
![]() คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ชื่อองค์ความรู้ เรื่อง ระบบบริหารจัดการลูกหนี้เงินทดรองจ่ายเชิงรุกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการกำกับดูแลแบบบูรณาการ Proactive & Digital-Driven Advance Payment & Liquidity Management Framework กลุ่ม CoP Future Office POLUBU จุดเริ่มต้น จุดเริ่มต้นขององค์ความรู้นี้มาจากปัญหาการบริหารจัดการเงินทดรองจ่ายและลูกหนี้เงินยืมของคณะรัฐศาสตร์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งพบว่าการติดตามลูกหนี้ยังพึ่งพาการทวงถามเป็นรายบุคคล ขาดระบบแจ้งเตือนเชิงรุก วางกรอบแนวคิด มองให้ครบ 3 ขา การออกแบบแนวทางแก้ไขพิจารณาพร้อมกัน 3 มิติ เพื่อให้ระบบไม่ใช่เพียงเครื่องมือดิจิทัล แต่เป็นระบบบริหารจัดการ 1. กระบวนการและระบบ (Process & System) — ออกแบบวงจรตั้งแต่การยืมเงิน การแจ้งเตือน การติดตาม 2. พฤติกรรมและการบังคับใช้ (Behavioral & Enforcement) — สร้างการรับรู้ ความตระหนัก และกำหนดกลไกจำกัดสิทธิการยืมสำหรับผู้มีลูกหนี้เกินกำหนด 3. ผลกระทบและความเสี่ยงต่อองค์กร (Impact & Risk) — เชื่อมโยงการบริหารลูกหนี้กับสภาพคล่อง การควบคุมภายใน ธรรมาภิบาล และการตรวจสอบ โจทย์สำคัญและ Pain Points
ฐานระเบียบที่ทำให้ “กล้าเดิน” การติดตามและกำกับลูกหนี้ดำเนินการภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. ระเบียบมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ว่าด้วยเงินทดรองจากเงินรายได้ พ.ศ. 2562 2. ประกาศมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ว่าด้วย เงินทดรองจ่ายจากเงินรายได้ พ.ศ. 2569 3. การจัดทำหลักฐานการติดตามผ่านระบบสารสนเทศมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (DMS) เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ระบบที่นำมาปะติดปะต่อกันและการพัฒนาระบบใหม่ ระยะที่ 1 คณะฯ ใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้ว ได้แก่ Google Calendar,E-mail และระบบสารสนเทศมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (DMS) เพื่อสร้างวงจรแจ้งเตือนและติดตามอย่างเป็นระบบ ก่อนพัฒนาเข้าสู่ระยะที่ 2 คือ “ระบบบริหารจัดการเงินยืมทดรองจ่ายและบริหารจัดการลูกหนี้เงินยืม” ซึ่งครอบคลุมกระบวนงานตั้งแต่การยืมเงินจนถึงการส่งใช้เงินยืมแล้วเสร็จ และสามารถกำหนดสิทธิการยืมตามสถานะลูกหนี้ได้ กระบวนการแบบเดิม: จุดที่ทำให้ติดตามล่าช้า • ผู้ยืมไม่ทราบสถานะการยืมเงินและการเบิกจ่าย ทำให้ต้องสอบถามเจ้าหน้าที่เป็นระยะ • การติดตามลูกหนี้คงค้างไม่มีมาตรการเชิงรุกที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน • การแจ้งเตือนวันครบกำหนดและเงินเข้าบัญชียังไม่เป็นระบบอัตโนมัติ • เมื่อมีลูกหนี้คงค้างจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของเงินหมุนเวียนคณะ หัวใจขององค์ความรู้: เปลี่ยนจาก Reactive เป็น Proactive หัวใจของการปรับปรุงคือการย้ายจุดควบคุมจาก “การติดตามภายหลังเกิดลูกหนี้เกินกำหนด”ไปสู่ “การเตือนล่วงหน้าและการกำกับตามสถานะ” โดยใช้ระบบดิจิทัลเป็นตัวช่วยลดภาระการติดตามรายบุคคล และใช้กลไก Governance เป็นตัวเสริมให้มาตรการเกิดผลในทางปฏิบัติ 1. แจ้งเตือนเงินเข้าบัญชี 3 ครั้ง : 5 วัน, 3 วัน และ 1 วันก่อนเงินเข้าบัญชี ผ่าน Google Calendar และแจ้งอัตโนมัติผ่าน E-mail และระบบสารสนเทศมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (DMS) 2. แจ้งเตือนวันครบกำหนด 3 ครั้ง : 7 วัน, 5 วัน และ 1 วันก่อนครบกำหนด ผ่าน Google Calendar และแจ้งอัตโนมัติผ่าน E-mailและระบบสารสนเทศมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (DMS) 3. เมื่อเกินกำหนด ให้ติดตามผ่านระบบสารสนเทศมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (DMS) ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 โดยกำหนดระยะเวลาให้ดำเนินการภายใน 7 วันทำการต่อครั้ง 4. จัดทำรายงานสถานะลูกหนี้เงินทดรองจ่ายคงค้างเสนอคณะกรรมการประจำคณะฯ เป็นประจำทุกเดือน 5. พิจารณามาตรการเชิงบังคับใช้และการจำกัดสิทธิการยืมเงินสำหรับผู้มีลูกหนี้เดิมค้างเกินกำหนด ทดลองจริงแล้วเจอแรงต้าน ระยะที่ 1 ไตรมาสที่ 1 ทดลองใช้ แจ้งเตือนวันครบกำหนดผ่าน Google Calendarและระบบสารสนเทศมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (DMS) พบกับแรงต้านดังนี้ 1. ขาดการเชื่อมต่อของเอกสารเบิกจ่ายส่งใช้เงินยืม เนื่องจากผู้ยืมส่งเอกสารเบิกจ่ายส่งใช้เงินยืมแล้ว แต่ระบบสารสนเทศมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (DMS) จะแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่บัญชีวันที่คณบดีอนุมัติซึ่งมันเกินกำหนด ส่งผลทำให้เจ้าหน้าที่บัญชีทำหนังสือทวงหนี้ ทำให้ผู้ยืมไม่พอใจเนื่องจากได้ส่งเอกสารเบิกจ่ายแล้ว จากแรงต้านข้างต้น เจ้าหน้าที่บัญชีรับฟังความคิดเห็นแล้วนำเสนอผู้บริหารและเสนอแนวทางแก้ไขดังนี้ 1. แก้ไขด้วยการให้ธุรการTagเอกสารเบิกจ่ายส่งใช้เงินยืมผ่านระบบสารสนเทศมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (DMS)ให้เจ้าหน้าบัญชีเพื่อจะได้ติดตามสถานะลูกหนี้ตั้งแต่วันที่ที่ยื่นเอกสารเบิกจ่าย เครื่องมือและสื่อสนับสนุน • ระยะที่ 1 (ไตรมาสที่ 1–3): Google Calendar, E-mail และ ระบบสารสนเทศมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (DMS) • ระยะที่ 2 (ไตรมาสที่ 4): ระบบบริหารจัดการเงินยืมทดรองจ่ายและบริหารจัดการลูกหนี้เงินยืม • Smart Cleared-Doc Checklist: แบบตรวจสอบเอกสารเบิกจ่ายออนไลน์/QR Code แยกตามประเภทโครงการ • Executive Liquidity & AR Dashboard: Dashboard สำหรับติดตามลูกหนี้และสภาพคล่องของคณะแบบเรียลไทม์ แนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) “ระบบบริหารจัดการลูกหนี้เงินทดรองจ่ายเชิงรุกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการกำกับดูแลแบบบูรณาการ” เป็นแนวปฏิบัติที่ผสาน 3 กลไกเข้าด้วยกัน ได้แก่ 1. นวัตกรรมด้านกระบวนงานและเทคโนโลยี — ระบบ Pre-Warning และ Post-Warning พร้อม Digital Audit Trail และ Checklist ออนไลน์ 2. นวัตกรรมด้านการกำกับดูแล — Dashboard สำหรับผู้บริหาร การรายงานลูกหนี้ประจำเดือน และกลไก Lock-Out สิทธิการยืม 3. นวัตกรรมด้านวัฒนธรรมองค์กร — คลินิกการเงินและสัญญาเงินยืม เพื่อให้คำปรึกษาและเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มโครงการ ผลลัพธ์ที่คาดหวังและการนำไปใช้ประโยชน์ • ลดจำนวนวันเฉลี่ยในการส่งใช้เงินยืม (DSO) ให้เป็นไปตามกรอบเวลาของระเบียบมหาวิทยาลัยฯ 100% • รักษาเสถียรภาพสภาพคล่อง ลดการพึ่งพาการยืมเงินสำรองจากมหาวิทยาลัย • ลดความเสี่ยงจากการถูกระบุเป็นข้อสังเกตของฝ่ายตรวจสอบภายใน • ยกระดับความตระหนักรู้และวินัยทางการเงินของบุคลากร • ทำให้ผู้บริหารเห็นสถานะลูกหนี้แยกตามหน่วยงาน/บุคคลและแนวโน้มความเสี่ยงด้านสภาพคล่องล่วงหน้า ตารางสรุปสาระสำคัญสำหรับผู้บริหาร
ความท้าทายและบทเรียนสำคัญ • การเปลี่ยนผ่านต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี กระบวนการ และการกำกับดูแล ไม่สามารถพึ่งเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง • การ Lock-Out ในระยะที่ 1 ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสัญญากับเจ้าหน้าที่ดูแลลูกหนี้เป็นคนละคน ทำให้ผู้มีลูกหนี้คงค้างบางรายยังสามารถยืมเงินได้ • ระยะที่ 2 จึงมุ่งให้ระบบกำหนดสิทธิการยืมโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ยืมมีลูกหนี้คงค้างรายเก่า • บทเรียนสำคัญคือ ต้องสร้างความรับผิดชอบร่วมของผู้ยืม เจ้าหน้าที่การเงิน และผู้บริหาร โดยใช้ข้อมูลสถานะจริงเป็นฐานในการตัดสินใจ
ข้อเสนอแนะเพื่อขยายผลต่อไป 1. พัฒนาระบบบริหารเงินยืมและลูกหนี้ให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนและเชื่อมโยงข้อมูลสถานะแบบครบวงจร 2. พัฒนา Dashboard ระดับผู้บริหารให้รองรับการวิเคราะห์แนวโน้มลูกหนี้และสภาพคล่อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ 3. จัดทำ SOP และคู่มือการส่งใช้เงินยืม พร้อม Smart Checklist เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งคณะ 4. ประเมินผลหลังใช้งานจริง โดยติดตามตัวชี้วัด เช่น จำนวนลูกหนี้เกินกำหนด ระยะเวลาส่งใช้เงินยืม และผลต่อสภาพคล่อง 5. เผยแพร่องค์ความรู้ผ่าน KM Share, Google Drive ส่วนกลาง และ KM Portal ของมหาวิทยาลัย พร้อมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้
| ||||||||||||||||||||||||||||||||
![]()
วาสนา สมโสภา
นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี การทำงานด้วยพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา |