
เจาะลึกแนวทาง กยศ. ปีการศึกษา 2569: ปรับโฉมระบบดิจิทัล มุ่งจัดสรรงบประมาณอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ประกาศแนวทางการดำเนินงานประจำปีการศึกษา 2569 สำหรับระดับอุดมศึกษา โดยมีการยกระดับระบบการคัดกรอง การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อความโปร่งใส และการจัดสรรวงเงินกู้ยืมรูปแบบใหม่ เพื่อให้เม็ดเงินส่งถึงมือเยาวชนที่ขาดแคลนและศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง ภาพรวมและกรอบงบประมาณปี 2569 ในปีการศึกษา 2569 กยศ. ได้ตั้งเป้าหมายสนับสนุนผู้กู้ยืมจำนวน 780,000 ราย ภายใต้วงเงินรวม 48,000 ล้านบาท โดยการจัดสรรวงเงินจะพิจารณาให้สอดคล้องกับงบประมาณรายจ่ายที่กองทุนได้รับในแต่ละปีงบประมาณ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารจัดการ สิ่งใหม่และการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ผู้กู้ต้องรู้ กยศ. ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และระบบการทำงานเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรอง ดังนี้: -
การปรับนิยามผู้กู้ยืม: -
ผู้กู้ยืมรายเก่า: นักเรียน/นักศึกษาที่เคยกู้ยืมเงินและเลื่อนชั้นปีในสถานศึกษาเดิม (เช่น ขึ้นปี 2, ปี 3) โดยกลุ่มนี้ดำเนินการผ่านระบบ DSL ตามปกติ -
ผู้กู้ยืมรายใหม่: ครอบคลุมผู้ที่ไม่เคยกู้มาก่อน ผู้ที่เปลี่ยนระดับการศึกษา (เช่น จบ ม.ปลาย/ปวส. เข้าศึกษาต่อปริญญาตรี) หรือผู้ที่ย้ายสถานศึกษา โดยกลุ่มนี้ต้องใช้งานผ่านระบบ Pre-Approve ควบคู่กับระบบ DSL -
การคัดกรองคุณสมบัติและตรวจสอบรายได้ที่เข้มงวดขึ้น: -
กำหนดเกณฑ์รายได้ครอบครัวสำหรับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ไว้ที่ไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี -
ผู้กู้ต้องไม่เป็นผู้ปฏิบัติงานที่รับเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำแบบเต็มเวลา -
มีการเชื่อมโยงระบบตรวจสอบข้อมูลรายได้และการทำงานร่วมกับ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม และกรมสรรพากร เพื่อป้องกันการแจ้งข้อมูลเท็จ -
การปรับปรุงแบบฟอร์มและการยืนยันตัวตนดิจิทัล: -
ปรับปรุงแบบฟอร์มหนังสือรับรองรายได้ครอบครัว (กยศ. 102) และหนังสือให้ความยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ให้เป็นการกรอกและแนบเอกสารผ่านระบบออนไลน์ -
ระบบ Pre-Approve สำหรับรายใหม่: เปิดให้ยื่นความประสงค์ล่วงหน้า โดยต้องยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD และแนบเอกสารข้อมูลสินเชื่อจากแอปพลิเคชัน ทางรัฐ ลักษณะการให้เงินกู้ยืม 5 ลักษณะ ตามระเบียบใหม่ปี 2569 กยศ. จะแบ่งการสนับสนุนเงินกู้ยืมออกเป็น 5 ลักษณะตามวัตถุประสงค์ ได้แก่: -
ลักษณะที่ 1: ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ -
ลักษณะที่ 2: ผู้ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลักและจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ -
ลักษณะที่ 3: ผู้ศึกษาในสาขาวิชาขาดแคลนหรือสาขาที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ (ซึ่งคณะกรรมการอาจพิจารณาให้เป็นทุนการศึกษาแทนการกู้ยืมได้) -
ลักษณะที่ 4: ผู้เรียนดีเพื่อสร้างความเป็นเลิศ -
ลักษณะที่ 5: ผู้ศึกษาในลักษณะอื่นตามความจำเป็นและเหมาะสม การจัดสรรเงินกู้ยืมตามลำดับชั้น (Waterfall Model) สำหรับผู้กู้ยืมรายใหม่ในระดับอนุปริญญาและปริญญาตรี กองทุนจะใช้โมเดลการจัดสรรวงเงินกู้ยืมแบบจัดลำดับความสำคัญ (Waterfall Model) ออกเป็น 4 ระดับ (Tiers) เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจะได้รับเงินกู้ยืมก่อน ดังนี้: -
Tier 1 (ความสำคัญสูงสุด): ผู้ที่เรียนในสาขาวิชาลักษณะที่ 2 และ 3 (เช่น AI, รถยนต์ไฟฟ้า EV, Semiconductor, Smart Farming, แพทยศาสตร์, พยาบาล, พลังงานสีเขียว, หรือสาขาอนุรักษ์อัตลักษณ์ชาติ) ร่วมกับมีเงื่อนไขคือ เป็นผู้เคยได้รับทุน กสศ. หรือมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ (รายได้ไม่เกิน 360,000 บาท/ปี) -
Tier 2: ผู้ที่เรียนในสาขาวิชาลักษณะที่ 2 และ 3 แต่มีรายได้ครอบครัวเกิน 360,000 บาท/ปี -
Tier 3: ผู้ที่เรียนในสาขาวิชาลักษณะที่ 1 (เช่น สถาปัตยกรรม, สาธารณสุข, เกษตร, หรือสังคมศาสตร์ เช่น ครุศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ) ร่วมกับเป็นผู้เคยได้รับทุน กสศ. หรือมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ -
Tier 4: ผู้ที่เรียนในสาขาวิชาลักษณะที่ 1 ร่วมกับเป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ (รายได้ไม่เกิน 360,000 บาท/ปี) ขั้นตอนและกระบวนการยื่นกู้ยืม กระบวนการทำงานถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นระบบดิจิทัลแบบครบวงจร โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนหลัก: -
ฝั่งผู้กู้ยืมรายใหม่: เข้าเว็บไซต์กองทุน เลือกเมนู Pre-Approve ยืนยันตัวตนด้วยแอป ThaiD กรอกข้อมูล และแนบเอกสารตามที่กำหนด -
ฝั่งสถานศึกษา: ตรวจสอบความถูกต้องของการยืนยันตัวตน คุณสมบัติ และยืนยันสถานะความเป็นนักศึกษาเพื่อป้องกันการยื่นผิดที่ จากนั้นส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบบริหารจัดการของกองทุน -
ฝั่งกองทุน (กยศ.): ตรวจสอบข้อมูล พิจารณาจัดสรรวงเงินตาม Waterfall Model และแจ้งผลการอนุมัติ เมื่ออนุมัติแล้วจะเปิดระบบ DSL ให้ผู้กู้ทำสัญญากู้ยืมและยืนยันยอดเงิน สำหรับการโอนเงิน: กองทุนจะยังคงโอนเงินค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาให้แก่สถานศึกษาโดยตรง ส่วนเงินค่าครองชีพจะโอนตรงเข้าบัญชีของผู้กู้ยืมเพื่อความโปร่งใสและรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ กยศ. ในการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว แต่ยังช่วยให้อนาคตของชาติได้รับการจัดสรรโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและตรงจุดมากยิ่งขึ้น
|