| การจัดการความรู้ |
| เทคนิคสำคัญในการจัดทำสัญญาจ้างเหมาบริการของหน่วยงานรัฐ
post: 2026-03-10 14:57:01 by: มะลิวัลย์ เผิ่งจันดา views: 91 กลุ่ม: สำนักงานเลขานุการ คณะพยาบาลศาสตร์ |
![]() เทคนิคสำคัญในการจัดทำสัญญา จ้างเหมาบริการของหน่วยงานรัฐ จากการเข้าร่วมโครงการอบรม เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งจัดโดยโครงการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในรูปแบบการอบรมออนไลน์ หัวข้อหลักสูตร “เจาะลึกสิทธิจ้างเหมาบริการ และกลยุทธ์งานพัสดุเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568” การอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมมีความรู้และความเข้าใจสาระสำคัญของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 2. เพื่อให้บุคลากรด้านพัสดุสามารถกำหนด TOR และบริหารสัญญาจ้างเหมาบริการอย่างถูกต้องและปลอดความเสี่ยง 3. เพื่อเพิ่มทักษะในการวิเคราะห์และพิจารณาประเด็นทางกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการจ้างเหมาบริการ พร้อมทั้งเสริมสร้างความสามารถของหน่วยงานในการบริหารความเสี่ยงทางกฎหมาย และลดโอกาสเกิดข้อพิพาทแรงงาน มีเนื้อหาสาระสำคัญ โดยสังเขป เกี่ยวกับกฎหมายแรงงานและการบริหารจัดการการจ้างงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่สำคัญ เช่น เวลาทำงานการทำงานล่วงเวลา (OT) วันหยุด วันลา ค่าจ้าง ตลอดจนข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้าง และลักษณะ ความแตกต่างระหว่าง “ลูกจ้าง” กับ “การจ้างเหมาบริการ” เป็นต้น สรุปสาระสำคัญของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 เป็นกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับหลัก เพื่อ “ยกระดับการคุ้มครองลูกจ้าง” โดยเฉพาะเรื่องสิทธิลาคลอด สิทธิการลาของคู่สมรส และสิทธิของลูกจ้างจ้างเหมาภาครัฐ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป เจตนารมณ์ของกฎหมาย เหตุผลของการตรากฎหมายฉบับนี้ คือการ “ยกระดับการคุ้มครองลูกจ้างซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้มีความมั่นคงในการทำงานและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” โดยสอดคล้องกับเงื่อนไขการจำกัดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 เนื้อหาหลักที่แก้ไข 1. เพิ่มสิทธิลาคลอดบุตรของลูกจ้างหญิง - ลาคลอดได้ 120 วันต่อครรภ์ - นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง “เต็มจำนวน” สำหรับวันลาคลอด ไม่เกิน 60 วัน ตามเดิม แต่ช่วงเวลาลาโดยรวมยาวขึ้น ทำให้วางแผนพักฟื้นและเลี้ยงลูกในช่วงแรกได้ดีขึ้น 2. สิทธิลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรในกรณีพิเศษ - กรณีบุตรเจ็บป่วยรุนแรง มีความผิดปกติ หรือพิการ - ลูกจ้างหญิงสามารถ “ลาต่อเนื่อง” เพื่อเลี้ยงดูบุตรได้ ไม่เกิน 15 วัน - ได้รับค่าจ้าง ร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานตลอดช่วงวันลานั้น 3. สิทธิการลาของคู่สมรส (บิดา/คู่สมรสของผู้คลอด) - ลูกจ้างที่เป็นคู่สมรสของผู้คลอดบุตร สามารถลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรได้ ไม่เกิน 15 วันทำงาน - นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง เต็มจำนวน 100% สำหรับวันลาตามสิทธินี้ - ต้องใช้สิทธิภายใน 90 วันนับจากวันคลอดบุตร 4. ขยายสิทธิให้ “ลูกจ้างจ้างเหมาภาครัฐ” - แก้ไขให้ลูกจ้างที่อยู่ในระบบ “จ้างเหมาบริการภาครัฐ” มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานเพิ่มขึ้น เช่น สิทธิวันลาและค่าจ้างในระหว่างลา ให้เข้าใกล้มาตรฐานลูกจ้างเอกชนทั่วไปมากขึ้น ประเด็นสำคัญ 1. หลักการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้าง และกำหนดหน้าที่ของนายจ้างในการปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเป็นธรรม เช่น การกำหนดเวลาการทำงาน การจ่ายค่าจ้าง และสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง 2. เวลาการทำงานและการทำงานล่วงเวลา กำหนดให้ลูกจ้างทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมถึงการทำงานล่วงเวลาจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง และต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในอัตราที่กฎหมายกำหนด 3. สิทธิด้านวันหยุดและการลา ลูกจ้างมีสิทธิได้รับวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี รวมถึงสิทธิในการลาประเภทต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด 4. การจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชย นายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างตามกำหนดเวลา และต้องจ่ายค่าชดเชยตามหลักเกณฑ์ในกรณีที่มีการเลิกจ้าง 5. การจ้างงานและลักษณะความสัมพันธ์ในการจ้าง การอบรมได้ให้ความรู้เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง การจ้างลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน กับ การจ้างเหมาบริการ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการบริหารจัดการบุคลากรของหน่วยงาน เพื่อป้องกันการตีความว่าการจ้างเหมาบริการเป็นการจ้างลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน ผลกระทบต่อการจ้างเหมาบริการของหน่วยงานรัฐ ***สำคัญ*** การปรับปรุงกฎหมายแรงงานฉบับดังกล่าว ส่งผลต่อแนวทางการบริหารจัดการการจ้างเหมาบริการของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะในด้านการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างและการจัดทำสัญญาจ้างให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแนวโน้มของกฎหมายแรงงานมุ่งเน้นการคุ้มครองแรงงานอย่างรอบด้าน ซึ่งอาจส่งผลให้การจ้างเหมาบริการ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับการจ้างแรงงานถูกตีความว่าเป็นความสัมพันธ์แบบนายจ้าง–ลูกจ้างได้ ดังนั้น หน่วยงานจึงควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการงานจ้างเหมาบริการ ดังนี้ 1. กำหนดขอบเขตงานในสัญญาให้ชัดเจน ระบุลักษณะงาน ผลลัพธ์ของงาน และระยะเวลาการปฏิบัติงาน เพื่อให้เป็นไปตามลักษณะของสัญญาจ้างทำของ 2. หลีกเลี่ยงการควบคุมการทำงานในลักษณะเดียวกับลูกจ้างประจำ เช่น การกำหนดเวลาทำงานที่เข้มงวดหรือการใช้ระเบียบวินัยแบบเดียวกับลูกจ้าง 3. พัฒนาระบบการตรวจรับงานจ้างเหมาบริการ โดยเน้นการตรวจรับตามผลงานหรือผลลัพธ์ของงานมากกว่าการควบคุมกระบวนการทำงาน 4. จัดทำแนวปฏิบัติในการบริหารงานจ้างเหมาบริการของหน่วยงาน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและลดความเสี่ยงในการเกิดข้อพิพาทด้านแรงงาน แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การบริหารจัดการงานจ้างเหมาบริการ เช่น คนขับรถหรือคนสวนของหน่วยงาน มีความโปร่งใส เป็นระบบ และสอดคล้องกับกฎหมายแรงงานที่มีการปรับปรุงในปัจจุบัน เทคนิคสำคัญในการจัดทำสัญญาจ้างเหมาบริการ ของหน่วยงานรัฐ Key Takeaway “การกำหนดขอบเขตงานที่ชัดเจน ตรวจรับตามผลงาน และหลีกเลี่ยงการควบคุมแบบลูกจ้าง” เทคนิคที่ 1 : กำหนด TOR ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น การจัดทำ ขอบเขตงาน (TOR) ควรกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจน ได้แก่ • ลักษณะงานที่ต้องดำเนินการ • ผลลัพธ์ของงานที่ต้องส่งมอบ • ระยะเวลาการปฏิบัติงาน เพื่อให้สัญญามีลักษณะเป็น สัญญาจ้างทำของ ตามหลักกฎหมายและระเบียบพัสดุภาครัฐ เทคนิคที่ 2 : หลีกเลี่ยงการควบคุมการทำงานแบบลูกจ้างประจำ หน่วยงานไม่ควรกำกับการทำงานของผู้รับจ้างในลักษณะเดียวกับการบริหารลูกจ้าง เช่น • การกำหนดเวลาเข้า–ออกงานแบบพนักงานประจำ • การใช้ระเบียบวินัยแบบเดียวกับบุคลากรของหน่วยงาน เพราะอาจทำให้การจ้างเหมาบริการถูกตีความว่าเป็น การจ้างแรงงาน เทคนิคที่ 3 : ตรวจรับงานจาก “ผลลัพธ์ของงาน” การตรวจรับงานจ้างเหมาควรพิจารณาจาก ผลสำเร็จของงาน (Output / Result) มากกว่าการควบคุมกระบวนการทำงานของผู้รับจ้าง เพื่อให้ยังคงลักษณะของ สัญญาจ้างทำของ เทคนิคที่ 4 : กำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน ในสัญญาควรระบุให้ชัดเจนว่า • ผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน • หน่วยงานทำหน้าที่กำกับตรวจรับงานตามสัญญา เพื่อป้องกันการตีความว่าหน่วยงานเป็นผู้ควบคุมการทำงานโดยตรง เทคนิคที่ 5 : พัฒนาแนวปฏิบัติการบริหารงานจ้างเหมาบริการของหน่วยงาน หน่วยงานควรจัดทำ แนวปฏิบัติหรือมาตรฐานการบริหารงานจ้างเหมาบริการ เช่น • แนวทางการจัดทำ TOR • วิธีการตรวจรับงาน • แนวทางการกำกับติดตามผู้รับจ้าง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่าง โปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย และลดความเสี่ยงข้อพิพาทแรงงาน ประโยชน์ที่ได้รับจากการอบรม จากการเข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานมากยิ่งขึ้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้ ดังนี้ 1. มีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และข้อกำหนดของกฎหมายแรงงานอย่างถูกต้อง 2. สามารถวิเคราะห์ลักษณะการจ้างงานของหน่วยงานให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3. ลดความเสี่ยงในการดำเนินงานของหน่วยงานด้านข้อพิพาทแรงงาน 4. สามารถนำความรู้ไปใช้ในการจัดทำสัญญาจ้างและการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างได้อย่างเหมาะสม การนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนา 1. การนำองค์ความรู้ไปพัฒนาตนเอง การปฏิบัติงาน และการพัฒนาองค์กร จากการเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานและแนวทางการบริหารจัดการการจ้างงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ประกอบกับสาระสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบต่อการจ้างเหมาบริการของหน่วยงานภาครัฐ ข้าพเจ้าได้นำองค์ความรู้ดังกล่าวมาศึกษา วิเคราะห์ และทบทวนรูปแบบการจ้างเหมาบริการของหน่วยงานในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบ ได้แก่ งานแม่บ้าน พนักงานขับรถ และคนสวน โดยพิจารณาถึงลักษณะความสัมพันธ์ในการจ้างงาน ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ และเงื่อนไขในการปฏิบัติงาน เพื่อประเมินความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของการจ้างเหมาบริการตามกฎหมายแรงงานและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ก่อนการเรียนรู้ (Before Learning) การกำหนดรายละเอียดของงานจ้างเหมาบริการในบางส่วนยังคงเน้นลักษณะการกำกับดูแลการปฏิบัติงานในลักษณะใกล้เคียงกับการบริหารลูกจ้างประจำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในการตีความความสัมพันธ์ทางกฎหมายว่าเป็นการจ้างลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน หลังการเรียนรู้ (After Learning) ข้าพเจ้าได้ปรับแนวทางการดำเนินงาน โดยให้ความสำคัญกับการกำหนดรายละเอียดของขอบเขตงาน (TOR) และเงื่อนไขในสัญญาจ้างให้มีความชัดเจน สอดคล้องกับลักษณะของสัญญาจ้างเหมาบริการตามระเบียบพัสดุภาครัฐ เพื่อให้การจ้างเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสัญญาจ้างทำของ และลดความเสี่ยงในการตีความความสัมพันธ์ทางกฎหมายว่าเป็นการจ้างแรงงาน นอกจากนี้ ยังได้กำหนดแนวทางการกำกับติดตามการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง โดยเน้นการประเมินผลจากผลงานหรือผลลัพธ์ของงานตามที่กำหนดไว้ในสัญญา มากกว่าการควบคุมกระบวนการทำงานในลักษณะเดียวกับการบริหารลูกจ้างประจำ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (Result / Outcome) จากการนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ ทำให้หน่วยงานสามารถปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการงานจ้างเหมาบริการให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยมีการจัดทำและปรับปรุงรายละเอียดขอบเขตงานจ้างเหมาบริการให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกฎหมายแรงงานและระเบียบพัสดุภาครัฐ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายของหน่วยงาน และส่งเสริมให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล 2. การเผยแพร่และแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้กับผู้ร่วมงาน ภายหลังจากการเข้ารับการอบรม ข้าพเจ้าได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้ร่วมงานและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและพัฒนาการดำเนินงานให้มีความถูกต้องเหมาะสม โดยได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิชาการพัสดุ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบด้านการจัดซื้อจัดจ้างงานจ้างเหมาบริการของหน่วยงาน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังกล่าว มุ่งเน้นการร่วมกันวิเคราะห์แนวทางการดำเนินงาน และจัดทำรายละเอียดการจ้างเหมาบริการให้มีความชัดเจน สอดคล้องกับระเบียบและหลักเกณฑ์ด้านการพัสดุ รวมทั้งกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการจ้างเหมาบริการของหน่วยงานเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ บทเรียนจากการจัดการความรู้ การนำองค์ความรู้จากการอบรมมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริง ช่วยให้เกิดการพัฒนากระบวนการบริหารจัดการงานจ้างเหมาบริการของหน่วยงานอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการกำหนดขอบเขตงานที่ชัดเจน และการประเมินผลการปฏิบัติงานจากผลลัพธ์ของงาน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงด้านกฎหมายแรงงาน และส่งเสริมให้การดำเนินงานของหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() |
![]() |