| การจัดการความรู้ |
| การฟัง-พูดภาษาอังกฤษเชิงวิชาการสำหรับบัณฑิตศึกษา
post: 2025-08-27 10:12:11 by: กรณ์ระวี ศรีเจิม views: 55 กลุ่ม: KM งานบริการการศึกษา/งานบัณฑิตศึกษา |
![]() การฟังภาษาอังกฤษเชิงวิชาการสำหรับบัณฑิตศึกษา การพัฒนาและฝึกฝนความรู้หรือกลยุทธ์ในการฟังภาษาอังกฤษเชิงวิชาการระดับพื้นฐาน เป็นประโยชน์ทำให้ผู้เรียนระดับบัณฑิตศึกษาสามารถสืบค้นวิเคราะห์ ตีความข้อมูลที่ได้รับรวมทั้งฝึกผู้เรียนให้รู้เท่าทันข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศทุกรูปแบบ ในเบื้องต้น ผู้เรียนต้องมีความเข้าใจเรื่องของการฟังและการได้ยินเป็นพื้นฐานก่อน การฟังและการได้ยินไม่เหมือนกัน การได้ยินคือความสามารถในการรับรู้เสียง ที่มีผลต่อการสั่นสะเทือนที่เปลี่ยนแปลงความดันของสื่อรอบข้างเพื่อขับผ่านอวัยวะ เช่น หู และการได้ยินยังเป็นการกระทำที่ไม่โต้ตอบ ผลจากระบบการได้ยินของเราจับเสียงรอบตัวโดยไม่เจตนา เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก ที่เกิดขึ้นเร็วกว่าความรู้สึกอื่น ๆ การได้ยินเป็นเพียงการรับรู้เสียงทางหู และมันก็เกิดขึ้นง่าย ๆ การฟังคือการประมวลผลอย่างมีสติต่อสิ่งเร้าทางหู ที่รับรู้ผ่านการได้ยิน และการฟังยังหมายถึงการให้ความสนใจ ไม่เพียงแต่ในเรื่องราวเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับวิธีการเล่าเรื่องนั่น หมายถึงการรับรู้ทั้งข้อความที่เป็นคำพูดและไม่ใช่คำพูด นอกจากนี้ความสามารถในการฟังอย่างมีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับระดับที่เรารับรู้และเข้าใจข้อความเหล่านี้ การฟัง คือการซึมซับรับรู้คำและประโยคโดยสมอง ให้ความสนใจหรือยึดติดกับภาระงาน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีสิ่งรบกวน และต้องใช้สมาธิ ดังนั้น การได้ยินเป็นเรื่องบังเอิญ แต่การฟังต้องมีสมาธิ การได้ยินเป็นไปโดยไม่สมัครใจ การฟังเป็นไปโดยสมัครใจ การได้ยินเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเองง่าย ๆ ไม่ได้ตั้งใจ และการฟังเป็นไปโดยเจตนา การได้ยินเป็นความสามารถทางกายภาพ ในขณะที่การฟังเป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้ได้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฟัง การฟังเป็นทักษะที่สำคัญ ทางวิชาการ วิชาชีพ และในชีวิตประจำวัน การฟังเป็นทักษะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดไม่ว่าเราจะมีส่วนร่วมกับการฟังอย่างไร สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า การฟังเกี่ยวข้องมากกว่าแค่ได้ยินคำพูดที่พุ่งตรงมาที่เรา การฟังเป็นกระบวนการที่เราใช้ประเมินและตอบสนองต่อสิ่งที่เราได้ยิน เป็นกุญแจสำคัญในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ หากไม่มีความสามารถในการฟังอย่างมีประสิทธิภาพข้อความที่ผู้ส่งสารส่งมาจะถูกเข้าใจผิด และการสื่อสารจะพังทลาย การสนทนาที่ดีทุกครั้งเริ่มต้นด้วยการฟังที่ดี ทั้งการฟังและการพูดจึงเป็นทักษะที่เราใช้ในการสื่อสาร เราต้องกระตือรือร้น หากเราต้องการเป็นผู้ฟังที่มีประสิทธิภาพ การฟังแบบกระตือรือร้นเกี่ยวข้องกับ 4 ขั้นตอนหลัก ๆได้แก่ ขั้นตอนที่ 1:เตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่ดี และปรับปรุงท่าทางของเรา ขั้นตอนที่ 2:มีส่วนร่วม – จดบันทึก ถามคำถาม แบ่งปันความคิดเห็น เสนอข้อมูลเชิงลึก แบ่งปันข้อมูล และมีส่วนร่วมในการอภิปราย ขั้นตอนที่ 3:การเปิดใจ กุญแจสำคัญในการฟังอย่างมีประสิทธิผลคือการฟังอย่างมีสติ เพื่อความสมบูรณ์ และไม่รีบโดดข้ามไปสู่การสรุป และไม่ด่วนสรุปอะไรก่อน ต้องฟังโดยไม่ตัดสิน จนกว่าข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการพิจารณา ขั้นตอนที่ 4:การตรวจสอบและประเมินผล สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับสองสิ่งคือ การตรวจสอบและการประเมินข้อมูล ตลอดจนการทบทวนและประเมินผลงานของคุณในฐานะผู้ฟัง การฟังและการจดบันทึก เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมไปฟังการบรรยาย เรามักจะฟังสิ่งที่ผู้พูดพูด แต่การจดบันทึกอย่างรอบคอบ เพื่อจับประเด็นแนวคิดหลักของการพูดนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน ทำไมต้องจดบันทึกระหว่างการพูด งานวิจัยชิ้นหนึ่งรายงานว่า เราจำสิ่งที่ได้ยินระหว่างการบรรยายได้เพียง 50% และภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า เปอร์เซ็นต์นั้นลดลงอีกครึ่งหนึ่ง นั่นหมายความว่า เมื่อถึงเวลาที่เราต้องการใช้ข้อมูลที่เรียนรู้จากงานนั้น สิ่งที่เราได้ยินจะมีเหลืออยู่ในความทรงจำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้น การจดบันทึกระหว่างการพูดจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะคิดเรื่องการจดบันทึกที่ดี เราต้องพัฒนาทักษะการฟังของเราให้เฉียบคมขึ้นเสียก่อน โดยตระหนักเสมอว่า 1. อย่าสับสนระหว่างการฟังกับการได้ยิน การฟังคือการนำความหมายไปใส่ให้กับคำและประโยค กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ให้ความหมายที่สมเหตุสมผลกับเสียงที่เราได้ยิน การได้ยินแตกต่างกัน เป็นการดูดซับเสียงรบกวนในสมองของเราโดยเราไม่ได้สมัครใจ และเราไม่สามารถควบคุมได้ ง่าย ๆ ก็คือ การฟังต้องฝึกฝน 2. อ่านเนื้อหาของเรื่องที่จะไปฟังบรรยายก่อนการเข้าฟัง การมีความรู้พื้นฐานเล็กน้อย จะช่วยเตรียมความพร้อม เพื่อตัดข้อมูลที่ไม่สำคัญ มุ่งตรงเข้าแนวคิดหลักได้มากที่สุด เมื่อคุณได้แนวคิดหลักแล้ว เราสามารถเชื่อมต่อข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อสร้างแนวคิดที่ชัดเจนว่ามีอะไรบ้างที่กำลังถูกกล่าวถึง 3. ฟังคำพูดที่ผู้พูดอาจส่งมา สิ่งต่าง ๆ เช่น การให้ตัวอย่าง การพูดรายละเอียดซ้ำ ๆ หรือการอ้างอิงแหล่งที่มาอาจบอกได้ว่า ประเด็นที่เขาเน้นอาจสำคัญ ข้อความโดยตรงที่เรียกร้องความสนใจในบางประเด็น ในการบรรยายนั้น บอกให้ผู้ฟังตั้งใจฟัง 4. ตัวชี้นำที่ไม่ใช่คำพูดมีความสำคัญเท่าเทียมกัน การแสดงออกทางสีหน้าจริงจัง การแสดงท่าทางด้วยมือ เช่น การชี้ไปที่ภาพ เป็นสัญญาณที่ดีว่าผู้พูดต้องการให้แน่ใจว่าเห็นภาพนั้น แล้วเรา "จะพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษได้อย่างไร” ก่อนอื่นเราต้องดูว่าทารกเรียนรู้ภาษาอย่างไร เราดูจากเด็กทารก เมื่อทารกเกิดมา พวกเขาจะไม่สามารถพูดได้เลย พวกเขาไม่สามารถพูดคำใด ๆ ได้จนกว่าจะอายุราว ๆ 6 เดือน และคำพูดเหล่านั้นมักเป็นเพียงแค่คำว่า "แม่" และ "พ่อ" เท่านั้น จากนั้นระหว่าง 18 เดือน ถึง 2 ปี ทารกเริ่มสร้างประโยคที่มีคำ 2 ถึง 4 คำ เช่น “หนูหิวจ้ะแม่” หรือ "หนูหิวน้ำ" ดังนั้น จนถึงอายุประมาณ 2 ปี ทารกทำได้เพียงแค่การฟัง ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาได้แต่ฟังเสียงรอบตัว รับข้อมูลจากเสียง ทำการเชื่อมต่อ ประมวลผล และทำซ้ำ แล้วตอบสนองต่อสิ่งที่ได้ยิน และเมื่อเวลาผ่านไป ความสามารถในการทำความเข้าใจก็ดีขึ้น เพราะพวกเขาฟังและเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับการพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ โดยกลวิธีปรับปรุงทักษะการฟังภาษาอังกฤษของเรา สามารถลองทำตามขั้นตอนง่าย ๆ 5 ขั้นตอน ได้แก่ Step 1Listen to the audio.ขั้นตอนที่ 1 คือ ฟังเสียง ฟังอย่างเดียว ไม่ต้องคิดอะไรมาก ฟังจับประเด็น ฟัง ๆ อย่างเดียว Step 2Listen again and pick out the 5Ws:who, when, where, what and why. ขั้นตอนที่ 2ก็คือลองฟังอีกครั้ง และคราวนี้ก็เลือก 5 คำถาม จากสิ่งที่เราฟังทั้งหมด เลือกคำถามออกมาจากเนื้อหา ใช้คำถามตัวนี้เป็นคำถาม แล้วก็คำตอบคือจากสิ่งที่เราฟัง ได้แก่ ใคร เมื่อไร ที่ไหน อะไร และทำไม Step 3Listen againand write down the new vocabulary wordsand find their meaning. ขั้นตอนที่ 3เปิดฟังอีกสักทีหนึ่ง แล้วทีนี้ไม่ได้ฟังเปล่า ๆ เขียนคำศัพท์ใหม่ ๆ ออกมา ค้นหาความหมาย Step 4Listen and repeat what is being said.ขั้นตอนที่ 4ก็คือ ฟังและทำซ้ำ ที่พลาด ๆ ไปเมื่อสักครู่ ทำซ้ำอีกทีได้ Step 5Listen one more time.ขั้นตอนที่ 5ฟังอีกครั้งหนึ่ง เก็บประเด็นให้ครบถ้วนเลยคราวนี้ นอกจากนี้ เราควรทำความรู้จัก Types of Listeningประเภทของการฟังในทีนี้นำเสนอทั้งหมด 4 ประเภท ดังนี้ 1.Appreciative Listeningการฟังอย่างซาบซึ้ง ก็คือฟังแล้วเราก็รู้สึกชื่นชม เช่น ฟังเพลง ฟังบทกวีเราฟังสิ่งเหล่านี้เพื่อชื่นชมในสิ่งที่คุณได้ยิน โดยไม่มีแรงกดดันใด ๆ เพื่อประโยชน์ความสุขอกสุขใจของเรา เพราะฉนั้น เราควรฟังอย่างซาบซึ้งให้เพียงพอ เพราะการฟังชนิดนี้ มีคุณค่าในการบำบัดรักษาด้วย 2. Comprehensive Listeningหรือ Informational Listening คือ การฟังเพื่อความเข้าใจ การฟังเพื่อเก็บข้อมูล เพื่อเรียนรู้ เพื่อซึมซับเนื้อหา ฟังเพื่อที่จะได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง ส่วนสำคัญของการฟังนี้คือ ความสามารถในการแยกแนวคิดหลัก ออกจากประเด็นย่อยและรายละเอียด 3. Empathetic Listeningอันนี้คือการฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ มันคือเวลาที่เรารับฟังเพื่อเอาใจใส่ แสดงความเห็นใจ เช่น ฟังเพื่อนมาบอกว่ามีความทุกข์ ฟังเหมือนนักบำบัด อันนี้ฟังเพื่อเชื่อมต่อ รับฟังอารมณ์ของผู้พูด 4.Critical Listeningคือ การฟังอย่างมีวิจารณญาณ คือ การที่รับฟังแล้ว เราก็กลั่นกรองข้อความ เช่น เวลามีคนมาพูดโน้มน้าวใจให้เราทำอะไร หรือจะมาขายของอะไรให้เราก็ตาม เราต้องพิจารณาให้ดีว่าเขาพูดอะไร เขาไม่พูดอะไร เขามีข้อโต้แย้งอะไร มีเหตุผลดีหรือเปล่า มีเหตุมีผลไหม แล้วรายละเอียดที่เขายกมาอ้างมันคืออะไรไม่เช่นนั้น อาจจะตกเป็นเหยื่อคำโฆษณา ดังนั้น ในครั้งแรกที่ได้ยินบางสิ่งเป็นภาษาอังกฤษ สาเหตุที่เข้าใจยากก็เพราะว่า สมองของเราไม่มีข้อมูลที่จะเชื่อมต่อกับเสียง เมื่อรู้และทำความเข้าใจขั้นตอนเหล่านี้ เราจะสามารถพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษของได้ และมั่นใจในความสามารถภาษาอังกฤษของมากขึ้น เมื่อได้รู้วิธีฟังอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ก็มาจดอย่างถูกต้องกัน มีวิธีการดังต่อไปนี้ ขั้นตอนที่ 1อย่าเขียนข้อเท็จจริงทั้งหมด จดเฉพาะข้อสรุป คือต้องฟังทำความเข้าใจก่อน แล้วก็จด อาจจะจดเป็นข้อสรุปของเราเอง หรือเป็นคำถามคำตอบโดยสรุปก็ได้ แล้วแต่วิธีของเรา ในขั้นตอนที่ 2ใช้ปากกาสี วิธีนี้จะช่วยให้เราจำบันทึกย่อได้ด้วยสายตา ใช้สายตาเข้าช่วย เช่น เขียนคำถามเป็นสีแดง ใช้คำจำกัดความเป็นสีน้ำเงิน และข้อสรุปเป็นสีเขียว และต้องทำตามนั้นตลอด ว่าสีนี้หมายถึงอันนี้ สีนี้หมายถึงอันนี้ สีนี้หมายถึงอันนี้ ขั้นตอนที่ 3ตรวจสอบบันทึกของเรา ใช้เวลาอย่างน้อย 10 นาที ในการจัดระเบียบบันทึกหลังเลิกเรียน เช่น เวลาฟังอาจารย์บรรยายเสร็จเรียบร้อย ก็ใช้เวลาต่อจากนั้นเลย นั่งเช็กสิ่งที่จดเลคเชอร์มา ดูว่ามันขาดตรงไหน ต้องเติมอะไรต่าง ๆ ก็รีบทำ ในขณะที่ยังพอมีเวลา และก็ยังจำได้สด ๆ ร้อน ๆ ถ้าเราทิ้งไว้เฉย ๆ ผ่านไปหลายวันกลับมาดู ก็จำไม่ได้แล้ว
การพูดภาษาอังกฤษเชิงวิชาการสำหรับบัณฑิตศึกษา นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสามารถการฝึกฝนเรื่องเหล่านี้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้สำหรับเวลาที่เราไปนำเสนอความคิดเห็น ในการประชุมกลุ่มหรือไปเข้าร่วมประชุมวิชาการระดับนานาชาติ มีชื่อว่า 4Steps to Express Ideas in Englishเป็นการนำเสนอความคิดเห็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ Step 1: Prepareขั้นตอนที่ 1 คือ เตรียมตัวล่วงหน้า การเตรียมตัวเป็นขั้นตอนแรกที่ดีที่สุดเลย ซึ่งจะช่วยให้รู้สึกพร้อม และลดอาการประหม่า หากเรารู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีการประชุม มีการอภิปรายเพื่อระดมความคิด การนำเสนอต่าง ๆ ในที่การประชุม เราก็คิดเตรียมล่วงหน้าไว้เลยว่า มีอะไรที่ต้องการจะพูด จดคำหลักหรือวลีหลัก ๆ ที่คิดว่าต้องใช้ แล้วฝึกคำพูดเหล่านี้ ฝึกประโยคเหล่านี้ พูดออกมาดัง ๆ พูดอย่างจริงจัง Step 2: Keep it Simpleขั้นตอนที่ 2 คือ ทำให้ง่าย ในขณะที่เราเตรียมความพร้อม ให้แนวคิดของเราเรียบง่ายและมีสมาธิ ไม่ต้องกังวลกับการใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ซับซ้อน หรือคำภาษาอังกฤษที่ฟังดูดีที่สุด ขอเพียงใช้คำพูดง่าย ๆ ใช้ประโยคง่าย ๆ ทุกคนจะมีความสุข ทุกคนจะเข้าใจชัดเจนขึ้น Step 3: Use Visualsขั้นตอนที่ 3 คือ ใช้ภาพ เมื่อเวลาเหมาะสมและเป็นไปได้ ให้ใช้ภาพเข้าช่วย หากกำลังพูดถึงกราฟ ให้อ้างอิงหรือแสดงกราฟให้เห็นเลย Step 4: Bite the bulletขั้นตอนที่ 4 ชื่อว่า กัดกระสุน กัดกระสุนเป็นสำนวนของฝรั่ง หมายถึง ยอมรับสถานการณ์ที่ยุ่งยาก แต่อดทนฝ่าฟันไปให้รอด ของไทยน่าจะใช้คำว่า กัดฟันทน หากเราเกิดอาการอัดอั้นตันใจ อยากเอ่ยปาก แต่ไม่อยากพูดออกไป กลัวผิด ๆ ถูก ๆ เพราะกลัวมันจะผิดมากกว่าถูก เลยผลัดแล้วผลัดอีก ให้ตั้งสติ และทำเลยตอนนี้ อย่าเลี่ยงต่อไปเลย เวลาที่เราไปประชุมสัมมนาวิชาการ เราควรจะใช้คำพูด ประโยค วลีอะไร อย่างไร ยกตัวอย่างที่เป็นประโยชน์ เช่น First, politely ask for time to share your idea.ขั้นแรกเวลาจะไปนำเสนอ ขอเข้าไปร่วมวงสนทนา เข้าไปร่วมวงเสนอแบ่งปันความคิดเห็น เราต้องขอเวลาเขาก่อน เพื่อจะแบ่งปันความคิดเห็นของเราอย่างสุภาพ วลีที่ควรจะใช้ ได้แก่ I would just like to add somethingความหมายก็คือ ฉันอยากจะขอเพิ่มบางอย่าง Can I jump in here?ฉันขอกระโดดเข้าร่วมวง ก็คือหมายถึงว่า ฉันขอโดดเข้าร่วมวงสนทนาเรื่องนี้ด้วยคนได้ไหม ใช้ในการขัดจังหวะการสนทนาอย่างสุภาพ เขากำลังพูด ๆ กันอยู่ เราขอเข้าไปร่วมวงด้วย เราก็ใช้คำนี้ได้ หรือใช้ว่า Can I share something here?ฉันสามารถแบ่งปันความคิดเห็นบางสิ่งบางอย่างที่นี่ได้ไหม ประการที่สอง คือ ให้มุมมองหรือความคิดของคุณ โดยพูดว่า วลีที่ควรใช้ เช่น I think that ฉันคิดว่า ว่าอะไรก็ว่าไป As I see it ... อย่างที่ฉันเห็น As I thought about this problem, I realized that …เมื่อฉันคิดถึงปัญหานี้ ฉันตระหนักได้ว่า..... จากนั้นก็มาถึงเรื่อง Express your opinion with negative or positive phrases.อันนี้ก็หมายถึงว่า เราจะแสดงความคิดเห็นของเรา ไม่ว่าจะเป็นวลีเชิงลบหรือเชิงบวกอะไรก็ตามที วลีที่ว่านั้นก็ได้แก่ I think…, I believe…, I like…, In my opinion…ตัวอย่างเช่น I don’t believe the mop can solve political problems. ฉันไม่เชื่อว่าม็อบจะสามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้ Use adverbs and adjectives to enhance opinion phrases.การใช้คำวิเศษณ์กับคำคุณศัพท์เพื่อเพิ่มวลีให้แสดงความรู้สึก แสดงความรู้สึกว่ามันหนักแน่นหรือมันนุ่มนวล โดยใช้วลี เช่น I strongly believe อันนี้หนักแน่น In my honest opinion อันนี้นุ่มนวล ตัวอย่างประโยค เช่น I strongly believe thatThailand can survive with the monarchy.ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยดำเนินอยู่ได้ด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์ Keep a conversation going with opinion questions.สนทนาต่อไปด้วยคำถาม แสดงความคิดเห็นโดยใช้วลีเหล่านี้ในการตั้งคำถาม เช่น What do you think about …?How do you feel about ...?What’s your opinion on …?ดังตัวอย่างประโยค เช่น What’s your opinion on climate change?คุณคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพสภาพภูมิอากาศ ประโยคแสดงความเห็นด้วยอื่นๆ ได้แก่ I agree!That’s right!อันนี้คือ ใช่ ฉันเห็นด้วย Me tooอันนี้ก็คือฉันเห็นด้วย ใช้กับประโยคบอกเล่า Me neither ฉันก็ไม่เห็นด้วยเหมือนคุณ ส่วนที่แสดงความไม่เห็นด้วย เช่น I don't think so. ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะ That's not what I think. นั่นไม่ใช่อย่างที่ฉันคิด Etiquette in Academic Conversation มารยาทในการสนทนาเชิงวิชาการ การเป็นผู้ฟังที่ดี มีเคล็ดลับ 10 ประการ ที่จะช่วยให้เป็นผู้ฟังที่ดีขึ้น ได้แก่ 1. หยุดพูด จงเรียนรู้ที่จะหยุดพูด และปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งพูดในสิ่งที่เขาคิด เราตั้งใจฟัง 2. ปล่อยวางสิ่งรบกวนทั้งหลายทั้งปวง รวมถึงการรบกวนภายในใจเราเอง สิ่งต่าง ๆ มากมาย อย่างเวลาเราฟังเขาพูด เราก็มีอย่างอื่นมารบกวน เช่น เราต้องมาคิดว่า เรามีรายการสิ่งที่ต้องทำ มีแผนสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์ มีสิ่งรบกวนภายนอก เช่น คอมพิวเตอร์เปิดอยู่ มือถือเปิดอยู่ หนังสือวางเปิดอยู่ มันก็จะมารบกวนจิตใจ เพราะฉะนั้นเราต้องปล่อยวางทุกอย่าง 3. ในเมื่อเรานั่งคุยกับเขาเพราะฉะนั้นเราต้อง จดจ่ออยู่กับสิ่งที่คนนั้นเขาพูดอยู่ 4. เปิดใจกว้างต่อความเป็นไปได้ ของการที่เราจะได้รับข้อมูลใหม่ ๆ พยายามอย่าให้ความเชื่อส่วนตัวของเรา มาปิดกั้นปิดใจ เราควรจะเปิดรับความคิดใหม่ ๆ 5. ใช้การตอบสนองทางกายและวาจาอย่างเหมาะสม เวลาที่เราฟังเขาอยู่ เราก็ควรจะมีอาการพยักหน้าบ้าง เลิกคิ้ว 6. ต้องปล่อยให้อีกฝ่ายเขาพูดในสิ่งที่เขาพูดจบไป ต้องต่อต้านใจตัวเอง ที่มันมีสิ่งล่อใจเข้ามา อย่าเพิ่งไปรีบตอบสนอง ปล่อยให้เขาพูดจบก่อน 7. การถามคำถาม มันจำเป็นต้องมีการชี้แจงให้ชัดเจนบ้างในบางครั้ง แต่ต้องหลังจากปล่อยให้เขาพูดจนจบก่อน 8. ให้เราพูดซ้ำในสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งพูดมา เพื่อจะได้แน่ใจว่า ฉันฟังแล้วถูกต้อง ฉันได้ยินว่าอย่างนี้ ใช่สิ่งที่คุณต้องการจะสื่อสารไหม 9. เงียบหรือหยุดชั่วคราว การเงียบหรือหยุดชั่วคราวไม่ได้หมายความว่า พอเขาเงียบหรือหยุดชั่วคราว เราก็ต้องปล่อยให้เงียบบ้าง ขณะที่เราก็ประมวลผลในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน 10. ต้องไวต่อตัวชี้นำอวัจนภาษา เช่น ภาษากายหรือการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทางต่าง ๆ ของเขา สุดท้ายนี้ มีเทคนิคและวิธีการนำเสนอด้วยปากเปล่าที่ดีมาฝากผู้เรียนระดับบัณฑิตศึกษา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนนำเสนองานวิจัย ได้อย่างดีที่สุด ขั้นตอนที่ 1 การวางแผนโดยปกตินักศึกษาจะมีเวลาเพียงไม่กี่นาที สำหรับการนำเสนอด้วยปากเปล่า ดังนั้น อย่าลืมเลือกข้อความสำคัญหนึ่งข้อความ สำหรับสไลด์แต่ละหน้า เพื่อให้เข้าใจตรงกัน พยายามคิดว่าใครจะอยู่ในกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สามารถนำเสนอในระดับที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงสไลด์ที่วุ่นวาย ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสไลด์ของเราชัดเจนและกระชับ เพื่อให้ผู้ชมมีสมาธิ และไม่ฟุ้งซ่านไปกับข้อความจำนวนมาก หลักการง่าย ๆ คือกราฟหรือแผนภาพหนึ่งรายการต่อสไลด์ สิ่งนี้ช่วยให้งานเราเป็นจุดศูนย์กลาง ช่วยขับเคลื่อนข้อความของเรา และให้ข้อความแจ้งสำหรับส่วนถัดไปของเรื่องราวของเรา จัดฉากให้ชัดเจน แต่อย่าใช้เวลากับฉากหลังมากเกินไป ขั้นตอนที่ 2 การฝึกซ้อมเวลาเป็นสิ่งสำคัญจริง ๆ อย่าลืมวางแผนการนำเสนอของเรา เราจึงสามารถจัดวางทุกอย่างได้พอดี โดยไม่ต้องจบเร็วเกินไปหรือรีบเร่งในตอนท้าย การฝึกควรช่วยให้แน่ใจว่าไม่พูดเร็วเกินไป หรือ "อือ" และ "เออ" มากเกินไป เหลือเวลาไว้สำหรับคำถามด้วย พยายามอย่ากังวลกับคำถามเหล่านี้ คำถามจะนำไปสู่ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงเกี่ยวกับงานของเรา ขั้นตอนที่ 3 การนำเสนอในวันนั้นเราอาจจะประหม่าเล็กน้อย นั่นเป็นเรื่องปกติ พยายามสบตาผู้ชมแล้วยิ้ม พูดให้ชัดเจนที่สุดเพื่อให้ทุกคนเข้าใจ คำถามใด ๆ มาจากผู้ที่สนใจงานของเรา และต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม นั่นเป็นสิ่งที่ดี ใช้ประโยชน์สูงสุดจากโอกาสในการแสดงผลงานวิจัยของเรา ภาษากายสำหรับการนำเสนอ วิธีที่ดีอย่างหนึ่งในการยืนหยัดและนำเสนอด้วยความมั่นใจ คือการใช้ภาษากายของเรา ลองดูสามวิธีในการปรับปรุงภาษากายที่ไม่ใช่คำพูดของในการนำเสนอ เพื่อให้ผู้คนสามารถได้ยินข้อความของคุณด้วยวิธีที่มั่นใจ และมีสติมากขึ้น เคล็ดลับแรก คือการสบตาและยิ้ม อย่าเสียเวลามากเกินไปกับการอ่านโน้ตหรือสไลด์ หรือมัวแต่มองที่พื้นหรือเหนือหัวของพวกเขา มองตรงเข้าไปสบตากับผู้ฟังเกือบตลอดเวลา นานพอที่จะคิดเสร็จแล้วค่อยไปหาคนต่อไป อย่าจ้องมองคนคนเดียวตลอดเวลา และอย่ามองผ่าน ๆ เพื่อกลับมาสบตากับคนเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกลายเป็นติดอยู่กับคนคนนั้นตลอด ในขณะที่สบตา จะต้องยิ้ม เพื่อที่เมื่อคุณสบตากับใครสักคน พวกเขารู้สึกเชื่อมโยง นั่นคือการต้อนรับและสนับสนุน เคล็ดลับข้อที่สองท่าทางและท่าที สองสิ่งนี้ไปด้วยกัน ในแง่ของสิ่งที่ไม่ควรทำในท่าทาง ไม่ควรสับเท้าไปมา อย่าโยกสะโพกหรือไขว้ขาซ้ำไปซ้ำมา อย่าเดินวน ๆ สามารถเดินอย่างมีจุดมุ่งหมาย หยุด แชร์ข้อความ จากนั้นอาจจะเดินอีกครั้ง สำหรับท่าทีนั้น อย่าสอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง อย่าเอามือไปไว้ด้านหลังหรือจับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อย่าประสานนิ้วหรือบีบมือ ควรประสานมืออย่างหลวม ๆ ในระดับประมาณเข็มขัด จากนั้นให้ออกท่าทางอย่างเป็นธรรมชาติ ท่าทางเล็ก ๆ น้อย ๆ มันจะเป็นการเพิ่มการเน้นที่ดีให้กับคำพูดของเรา และจะไม่ทำให้เสียสมาธิ เคล็ดลับข้อที่สามเราต้องหยุดบ้าง และเมื่อหยุดแนวคิดสำคัญไว้ชั่วคราว ให้เพิ่มการพยักหน้าเล็กน้อย หากคุณหยุดชั่วคราวและพยักหน้า การทำเช่นนั้นเป็นการโน้มน้าวใจอย่างแท้จริง
สำหรับการนำเสนอด้วยปากเปล่าที่ประสบความสำเร็จพึงตระหนักสิ่งเหล่านี้ 1.การรู้จักผู้ชมรู้ว่าพวกเขารู้อะไร ไม่รู้อะไร และกำหนดรูปแบบการพูดของเราให้สอดคล้องกัน พวกเขาเป็นใครกันแน่ ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นักศึกษาระดับปริญญาตรี คณาจารย์ ประชาชนทั่วไป จากนั้นเราต้องจัดโครงสร้างสไตล์การนำเสนอ เพื่อให้เหมาะกับบุคลิกภาพของผู้ชมประเภทต่าง ๆ ตามระบบการระบุบุคลิกภาพของไมเออร์ บริกส์ มีบุคลิกภาพหลักสองประเภท คือ ประเภทใช้ประสาทสัมผัส บุคคลประเภทนี้ต้องการข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เห็นเป็นรูปธรรม และประเภทใช้สัญชาตญาณ เราควรให้ภาพใหญ่และเป้าหมายและบอกเล่าเรื่องราว 2. การบริหารจัดการเวลากฎสำคัญข้อแรกคือรู้ว่าเรามีเวลาเท่าไร ควรทราบความยาวของการพูดอย่างชัดเจน ว่าควรเปลี่ยนช่วงไหนและแต่ละส่วนยาวแค่ไหน ควรมีนาฬิกาข้อมือหรือนาฬิกาที่ใช้ได้ง่ายไว้ดูเวลา ตามหลักทั่วไป คือ 1 - 2นาทีต่อสไลด์ เราสามารถปรับเปลี่ยนกฎสำหรับสไลด์ที่ซับซ้อนโดยเฉพาะได้ แต่ตามปรกติแล้วมักใช้หนึ่งถึงสองนาทีต่อสไลด์ 3. การนำเสนอได้อย่างราบรื่นเพื่อให้การนำเสนอเป็นไปอย่างราบรื่น เราต้องรู้ว่ากำลังจะพูดอะไร และจะพูดเมื่อใด รู้จังหวะที่ต้องเคลื่อนไหว หลีกเลี่ยงสิ่งรบกวนทั้งหมด เผชิญหน้ากับผู้ชมไม่ใช่เอาแต่จ้องหน้าจอ อย่าบังหน้าจอใหญ่ที่ฉายให้ผู้ชมดู พูดเสียงดังฟังชัด พูดซ้ำประเด็นสำคัญและใช้คำเต็มแทนการใช้คำย่อ แสดงความกระตือรือร้นในหัวข้อที่นำเสนอ และพยายามหยุดการพูดจาเอ้ออ้าติด ๆ ขัด ๆ เช่น อืม เอ่อ แบบว่า โอเค และสุดท้ายสามารถใช้การเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติการผายมือ การเดินช้า ๆ แต่หลีกเลี่ยงการอยู่ไม่สุขและการแกว่งไกวทั้งหลายทั้งปวง 4. การซ้อมอย่างมีระเบียบ สม่ำเสมอและหลาย ๆ ครั้ง ซ้อมเสียงดังอย่าซ้อมแค่ในหัวของเราเอง ขั้นแรกให้ลองทำผ่านอย่างรวดเร็วโดยไม่หยุด จากนั้นจดบันทึกสิ่งที่ต้องการจะพูด ในครั้งแรกที่เราซ้อม ถ้าเป็นไปได้ ให้มีคนดูเราซ้อม และแสดงความคิดเห็น และหากสามารถซักซ้อมในห้องที่ใช้จริงสำหรับการนำเสนอ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวของเรา ทำงานได้อย่างราบรื่นและเป็นไปตามลำดับที่ต้องการ 5. การเปิดใจรับคำติชมจากสมาชิกผู้ชมเพราะถามคำถามปลายเปิดที่สำคัญ แสดงให้ว่าพวกเขามีปฏิกิริยาอย่างไรต่อผลงานของเรา เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัยของเราให้สมบูรณ์ได้
เครดิตโดย ทีมผู้รับผิดชอบรายวิชา Mooc(https://thaimooc.ac.th) จากภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ |
![]() |