การจัดการความรู้
 
ภาษาอังกฤษอ่าน-เขียนเชิงวิชาการสำหรับบัณฑิตศึกษา
post: 2025-08-19 09:25:19     by: กรณ์ระวี ศรีเจิม     views: 71
กลุ่ม: KM งานบริการการศึกษา/งานบัณฑิตศึกษา


       

การอ่านภาษาอังกฤษเชิงวิชาการสำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

เนื่องจากนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาต้องศึกษาค้นคว้าจากตำราภาษาอังกฤษกว้างขึ้น มากขึ้นกว่าที่เคยผ่านมา และในระหว่างการเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ ผู้เรียนต้องหาข้อมูล เพื่อใช้ในการประกอบการทำบทที่ 2 การตรวจเอกสาร หรือ Literature Review และผู้เรียนต้องอ่านภาษาอังกฤษในเชิงลึกขึ้น เพื่อทำความเข้าใจเนื้อหางานวิจัยของตนได้อย่างถ่องแท้ เมื่อต้องอ่านบทความทางวิชาการที่เป็นภาษาอังกฤษ บทคัดย่อจากงานวิจัยและตำราในสาขาต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษ บางครั้งผู้เรียนในระดับบัณฑิตศึกษาอาจพบปัญหาที่ทำให้ รู้สึกท้อแท้ใจ เช่น พบคำศัพท์ยากๆ คำศัพท์เชิงเทคนิค ดังนั้น นักศึกษาจำเป็นต้องมีกลยุทธ์การอ่านที่หลากหลาย สามารถดึงความรู้และประสบการณ์เดิมในการอ่านภาษาแม่มาใช้ช่วยเราในการอ่าน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การเลือกกลยุทธ์ในการอ่านที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการอ่านของเรา ไม่เหมือนการอ่านทั่วไป เพราะมีเรื่องของเวลาเข้ามาข้องเกี่ยว เป็นการฝึกหาใจความสำคัญของบทความและแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น ทำความเข้าใจจากมุมมองของผู้เขียน เช่น จุดมุ่งหมาย และน้ำเสียง สามารถตีความหมายแฝง อนุมานความและสรุปความจากบทความได้ สามารถนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาทักษะการเขียน การอ่าน วิเคราะห์บทความและเขียนบทคัดย่อและวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษให้ดีมากขึ้น 

กลยุทธ์การอ่านแบ่งออกเป็น 3 ช่วงด้วยกัน ได้แก่ กลยุทธ์ก่อนการอ่าน ระหว่างการอ่าน และหลังการอ่าน

1.1 กลยุทธ์ก่อนการอ่าน คือ วิธีการจัดการกับการอ่านของผู้อ่าน เพื่อให้การอ่านนั้นบรรลุเป้าหมายตามที่ตนได้ตั้งไว้ เมื่อผู้อ่านเลือกวิธีการก่อนการอ่านที่ถูกต้องและเหมาะสม ผู้อ่านจะได้รับการกระตุ้นให้นำความรู้เดิม ประสบการณ์เดิมที่มีอยู่ และจัดกรอบความคิดองค์ความรู้นั้น เพื่อนำมาช่วยในการอ่านอย่างเป็นระบบ กลยุทธ์ก่อนการอ่านที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ เช่น

1.Brain Storming คือ การระดมความคิดเห็นต่าง ๆ จากผู้อื่น เพื่อพูดคุยกันว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร 

2. Setting a purpose for reading ก่อนการอ่าน เราต้องรู้ก่อนว่าเราอ่านเรื่องอะไรอยู่ หรืออ่านไปเพื่ออะไร 

อยากให้เราได้รับรู้อะไรจากงานเขียนชิ้นนั้นเช่น เราอาจจะอ่านไปเพื่อทำกรณีศึกษา อ่านไปทำวิจัย เป็นต้น

3. Pre-questionings คือ การตั้งคำถามกับสิ่งที่อ่าน เช่น WhoWhatWhereWhenWhyใครทำอะไรที่ไหนและอย่างไรจากบทความที่อ่าน 

4. Predicting from visual aids คือ การมองหาสิ่งประกอบอื่น ๆ จากบทความที่อ่าน เป็นตัวช่วยในการทำความเข้าใจเรื่องราวที่เราอ่าน เช่น หัวข้อเรื่อง ตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวเอน รูปภาพ ตาราง หรือกราฟ

5. Previewing texts by Skimming and Scanningคือ การอ่านบทความดูคร่าวๆอย่างรวดเร็ว การจับคำสำคัญในบทความได้ หรือคาดว่าบทความที่อ่านจะเกี่ยวกับอะไร 

1.2 กลยุทธ์ระหว่างการอ่าน คือ เครื่องมือที่ผู้อ่านเลือกมาใช้ช่วยระหว่างที่ผู้อ่านมีปฏิสัมพันธ์กับข้อมูลที่ได้รับอยู่เบื้องหน้า ซึ่งในขณะเดียวกันกับที่สมองของผู้อ่าน ก็กำลังประมวลผลความรู้ ความเข้าใจต่อข้อมูล และเนื้อหาเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ  ยกตัวอย่างเช่น

1) Doingquickresearchandguessingคือ การค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมในแหล่งข้อมูลอื่น เช่น อินเทอร์เน็ต 

2) MarkingandUnderlining คือ การเน้นหรือขีดเส้นใต้คำและใจความสำคัญจากบทความที่อ่าน

3) Takingnotesคือ การจดบันทึกสรุปใจความสำคัญสั้นๆจากบทความ 

4) Rereadingparagraphs คือ การอ่านทบทวนบทความ เพื่อพยายามตีความใจความสำคัญของบทความ    

1.3 กลยุทธ์หลังการอ่าน เมื่อเราอ่านจบแล้วนั้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการอ่านหนังสือหรือบทความ แต่จากนั้นเราควรมีกลวิธีที่นำมาใช้เพื่อสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้อ่าน และนำมาเก็บไว้ในฐานความรู้ความเข้าใจของตน ยกตัวอย่าง เช่น  กลยุทธ์ SQ3R Method Survey + Question + Read + Recite + Review

ขั้นตอนที่ 1 การ Survey

การ Survey คือ การดูชื่อเรื่อง หัวข้อเรื่อง หัวข้อย่อย รวมถึงรูปภาพ กราฟ ตัวพิมพ์ใหญ่ อักษรและภาพที่เป็นจุดเด่นของเนื้อหา เหมือนราวกับผู้อ่านกำลังมองผ่านเลนส์จากภาพถ่ายมุมบน การ survey ในช่วงนี้ ช่วยให้ผู้อ่านคาดเดาถึงเนื้อหาที่จะอ่านได้ พร้อมทั้งเชื่อมโยงสิ่งที่กำลังจะอ่านกับความรู้เดิมที่มีอยู่

ขั้นตอนที่ 2 การตั้ง Question

การที่เราตั้งคำถามจากทุกหัวข้อที่อยู่ในการอ่าน เพื่อให้การอ่านนั้นมีจุดมุ่งหมาย โดยการตั้งคำถามอาจใช้ Wh Questions เช่น who, what, where, when, why หรือ howใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร

ขั้นตอนที่ 3 การ Read

เมื่อเริ่มต้นอ่าน ผู้อ่านจะเก็บคำถามนั้นไว้ในใจเสมอ และผู้อ่านจะมีความกระตือรือร้นที่จะพยายามหาคำตอบ สำหรับหัวข้อคำถามที่ตนตั้งไว้ตลอดการอ่าน

ขั้นตอนที่ 4 การ Recite

การรำพึงและพูดคำถามและคำตอบกับตนเองตลอดการอ่าน โดยเลือกใช้ภาษาเป็นคำพูดของตน หรือจะทดแทนด้วยวลีที่ใกล้เคียงกับภาษาของผู้เขียนให้มากที่สุด ในบางครั้งการจดโน้ตและเขียนคำถาม คำตอบ ที่เป็นคำและวลีสำคัญๆ จะช่วยผู้อ่านเข้าใจในสิ่งที่อ่านได้ดีขึ้น อาจใช้ได้กับคู่เรียน หรือเพื่อนในกลุ่มเพื่อทบทวนถามตอบคำถามร่วมกัน

ขั้นตอนที่ 5 การ Review

ก่อนจะถึงวันสอบหรือเข้าเรียน ผู้อ่านควรจะนำโน้ตที่จดไว้นั้นมาอ่าน พูดทบทวนกับตัวเอง

นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคการอ่านบทความเพิ่มเติม ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เรียนระดับบัณฑิตศึกษา สามารถนำไปปรับใช้ในการอ่านบทความภาษาอังกฤษของตนเองได้ ดังนี้

1. การอ่านแบบ Skimming คือ ในการอ่านแบบสกิมมิ่ง ผู้อ่านอาจข้ามข้อความเป็นย่อหน้าๆ โดยตั้งใจ และผู้อ่านมักมองหาใจความสำคัญ หรือข้อมูลที่จำเป็นในแต่ละย่อหน้าอย่างรวดเร็ว บางย่อหน้าที่ดูมีแต่น้ำ มีเนื้อหาที่ซ้ำๆ ก็จะกระโดดข้ามไปการอ่านแบบสกิมมิ่งถือว่าเป็นกลยุทธ์การอ่าน ที่จำเป็นมากสำหรับบัณฑิต โดยเฉพาะเมื่อมีเนื้อหาปริมาณมาก แต่มีเวลาอยู่น้อยอันดับแรกคือ ผู้อ่านควรสังเกตตัวพิมพ์เข้ม ตัวพิมพ์เอียง รูปภาพต่างๆ ที่ปรากฏเด่นในเนื้อหาที่กำลังจะอ่านเช่น ชื่อเรื่อง หัวข้อหลัก และหัวข้อย่อย เป็นต้น เริ่มอ่านย่อหน้านำเรื่องอย่างรวดเร็ว ประมาณสองย่อหน้าแรก เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของเรื่องที่จะอ่านเสียก่อน เพราะโดยทั่วไปผู้เขียนมักจะเกริ่นนำเนื้อหาของงานเขียนของตน ในย่อหน้าแรกๆ หลังจากนั้นอ่านประโยคแรก และประโยคสุดท้ายของแต่ละย่อหน้าปิดท้ายการอ่านทั้งย่อหน้าด้วยย่อหน้าสุดท้าย คือให้อ่านบทสรุป หรืออ่านประมาณสองย่อหน้าสุดท้ายโดยละเอียด ซึ่งมักจะเป็นย่อหน้าสรุปของผู้เขียน

2.การอ่านแบบ Scanning คือ กลยุทธ์การอ่านที่ผู้อ่านเริ่มต้นจากการมีวัตถุประสงค์ในการอ่าน ต้องทราบว่าตนกำลังหาข้อมูลอะไรอยู่ต้องการรายละเอียดจากข้อมูลนั้นขนาดไหน ในกลยุทธ์นี้ผู้อ่านจะมองหาข้อมูลที่ได้ตั้งไว้ และข้ามข้อมูลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องผู้อ่านจะเคลื่อนไหวตาอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะมองหาข้อมูลที่ผู้อ่านต้องการ ดังนั้นในอันดับแรก ผู้อ่านต้องเข้าใจรูปแบบของการจัดเรียงข้อมูลเสียก่อน ข้อมูลอาจถูกจัดเรียงตามตัวอักษร A-Zหรือมีรูปแบบที่จัดเรียงตามวัน เวลา หรือตามประเภท ตามรูปแบบของข้อมูลนั้น เช่น การจัดเรียงตามรูปแบบของเนื้อหาร้อยแก้วผู้อ่านอาจจะต้องสกิมหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย ดูรูป และอ่านประโยคแรก ประโยคสุดท้ายของย่อหน้าก่อน เพื่อเข้าใจภาพรวมทั้งหมดของเนื้อหาและเพื่อให้การสแกนข้อมูลนั้น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขั้นตอนที่สอง ผู้อ่านเริ่มมีตัวช่วยที่อาจเป็นคำ หรือเป็นวลีที่สัมพันธ์กับข้อมูลที่กำลังค้นหาอยู่ เริ่มกวาดตามองหาตัวช่วยดังกล่าวให้เป็นตัวนำทาง ในขั้นตอนที่สาม ผู้อ่านต้องมองข้ามคำ และวลีที่ไม่มีเนื้อหาหรือประเด็นใจความที่ตรงกับข้อมูลที่ตัวเองกำลังค้นหาอยู่ ในขั้นตอนสุดท้ายเมื่อผู้อ่านได้พบข้อมูลที่ต้องการ กลยุทธ์การอ่านก็จะเปลี่ยนจากการสแกนนิ่ง เป็นการอ่านเพื่อทำความเข้าใจแทน ผู้อ่านจะเริ่มใช้เวลาในการอ่านมากขึ้น มีการหยุด และอ่านทวนในที่ที่มีข้อมูลสำคัญ การอ่านแบบสแกนนิ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้อ่าน อ่านได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการหาข้อมูลที่จำเป็น

ต่อไปเราจะมาวิเคราะห์ checklist ของผู้เขียน ว่าผู้เขียนต้องการจะสื่ออะไรให้ผู้อ่านได้รับรู้เราจะได้เรียนรู้ว่าอะไรคือ ข้อเท็จจริง Factsหรืออะไรคือ Opinions ความคิดเห็น ความเชื่อส่วนตัวของผู้เขียน เป็นสิ่งที่ผู้เขียนมักคำนึงถึง เวลาขีดเขียนข้อมูลให้เราอ่านกัน เพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์ในการอ่าน บัณฑิตควรเข้าใจและศึกษาวัตถุประสงค์ 4 แบบของผู้เขียน ได้แก่

แบบที่ 1 Expository หมายถึง การเขียนเพื่อบอกเล่าและอธิบาย เราสามารถพบเห็นงานเขียนประเภทนี้ในนิตยสารทางการศึกษา บทความ คู่มือ และตำราเรียน เป็นต้น

แบบที่ 2 Persuasive หมายถึง การเขียนเพื่อนำเสนอแนวความคิด และเป็นการโน้มน้าวให้ผู้อ่านเห็นคล้อยตามความคิดเห็นของผู้เขียน เช่น การเขียนเพื่อปกป้องแนวความคิดของตัวเอง เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อสนับสนุน เพื่อเปลี่ยนแปลง และเพื่อตัดสิน

แบบที่ Narrative หมายถึง การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง เล่าถึงเหตุการณ์ หรือการลำดับเหตุการณ์

แบบที่ 4 Descriptive หมายถึง การเขียนเพื่อบรรยาย หรือพรรณนารายละเอียดของตัวบุคคล สถานที่ และเหตุการณ์

ต่อมา เราควรศึกษาเพิ่มเติมด้วยว่าผู้เขียนมีมุมมองของการเขียนอยู่ 3 ลักษณะ ได้แก่

มุมมองแบบที่ ผู้อ่านจะได้อ่านเรื่องราวในสรรพนามบุรุษที่ 1ซึ่งเป็นมุมมองด้านเดียวของตัวเอกของเรื่อง โดยที่ผู้เขียนมักแทนตัวด้วยสรรพนามว่า ผม ข้าพเจ้า หรือพวกเรา

มุมมองแบบที่ ผู้อ่านจะได้อ่านเรื่องราวในสรรพนามบุรุษที่ 2ซึ่งผู้เขียนมีเจตนาจะพูดกับผู้อ่านโดยตรง และผู้เขียนมักใช้สรรพนามเรียก คุณ หรือท่าน อยู่ตลอด

มุมมองแบบที่ ผู้อ่านจะได้อ่านเรื่องราวในสรรพนามบุรุษที่ 3ซึ่งผู้อ่านจะเห็นเรื่องราวทุกอย่าง รวมถึงความคิดเห็นในหลายแง่มุมของทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยที่ผู้เขียนมักใช้สรรพนามแทนว่า เขา เธอ หรือเอ่ยชื่อบุคคลนั้นโดยตรง

เมื่อผู้อ่านเข้าใจวัตถุประสงค์และมุมมองของผู้เขียนแล้ว ผู้อ่านก็จะสามารถประเมินทัศนคติ และอารมณ์ของผู้เขียน ที่มีต่อเนื้อหาที่เขียนได้

เมื่อเข้าใจ Author’s Checklist เราควรจะทำความคุ้นเคยกับข้อความที่ผู้เขียนแฝงมาอย่างมีนัย

ทราบความแตกต่างระหว่าง denotation และ connotationถ้าเรามีคำศัพท์ที่ไม่เข้าใจ เราเปิด dictionaryคำศัพท์ที่พบใน dictionary เป็น denotation ส่วนคำที่เป็น connotationไม่สามารถหาความหมายได้ใน dictionaryเพราะมันคือนัยแฝง ที่ผู้เขียนสื่อมาให้ผู้อ่านได้ขบคิด ผู้อ่านแต่ละคนอาจตีความหมายของคำๆ นั้น เหมือนและแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ วัฒนธรรม ความเชื่อ อารมณ์และประสบการณ์ส่วนตัวของผู้อ่าน เช่น คำว่า smell เช่น The smell of coffee.กลิ่นของกาแฟ ประโยคนี้มีความหมายกลางๆ แต่ The aroma of coffee.aroma สื่อกาแฟที่มีกลิ่นหอม แต่ถ้าพอใช้คำว่า stenchจะให้ความหมายว่ากลิ่นกาแฟนี้ไม่น่าพึงประสงค์เลย

นอกจากนี้ เราต้องมีวิจารณญาณในการวิเคราะห์ มีการสืบค้นข้อมูลเป็นอย่างดีก่อนที่จะตีความหมาย และสรุปได้ว่าที่แท้จริงแล้วผู้เขียนต้องการจะสื่ออะไร

Making Inferences หรือการอนุมานความ คือ การสรุปความคิดที่ได้จากการอ่าน ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานของหลักฐานและเหตุผล ได้แก่ Text clues คำหรือวลีใบ้ที่อยู่ในเนื้อหา และ Prior knowledge องค์ความรู้เดิมที่มีอยู่ของผู้อ่าน หลังจากการนำหลักฐานและความรู้ต่างๆ มาประเมิน ผู้อ่านก็จะสามารถอนุมานความได้อย่างชาญฉลาด แต่คราวนี้พออยู่ในรูปของการอ่านข้อความ เราจำเป็นต้องใช้ความรู้ทั้งหมดที่ได้เรียนมา ไม่ว่าจะเป็น word roots, affixes, context cluesหรือ reading between lines เข้ามาช่วยอนุมานความ

Drawing Conclusions หรือการสรุปความ คือ การที่ผู้อ่านนำข้อมูลจากที่ผู้เขียนให้ มาประมวลรวมกับข้อมูลที่ผู้เขียนไม่ได้ให้ แต่ผู้อ่านได้มาจากระหว่างการอ่านระหว่างบรรทัด การอนุมานความ การตีความอย่างชาญฉลาดหลังจากนั้น ผู้อ่านก็จะรวบรวมหาข้อสรุป โดยตัดสินใจจากข้อมูลที่มีอยู่และไม่มีอยู่ ว่าแท้จริงแล้ว ผู้เขียนต้องการจะสื่ออะไรให้ผู้อ่าน ของเขาได้ทราบบ้าง

นอกจากนี้ นักศึกษาควรทำความรู้จักกับ Primary Source ข้อมูลปฐมภูมิ และ Secondary Source ข้อมูลทุติยภูมิ

ข้อมูลปฐมภูมิ คือ บุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ หรือหลักฐาน ชิ้นงาน คำพูด หรือบทเพลงที่ถูกสร้างขึ้นมา ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ณ สถานที่หนึ่ง ณ เหตุการณ์ที่เรากำลังทำการศึกษาอยู่ เป็นข้อมูลชั้นที่หนึ่ง เช่น จดหมายส่วนตัว สมุดบันทึก ปาฐกถา อัตตะชีวประวัติ โน้ตความทรงจำส่วนตัว ภาพถ่ายของจริง เพลง ภาพวาด และงานศิลปะต้นฉบับทุกรูปแบบ ข้อมูลการวิจัย การสำรวจ การสัมภาษณ์ การทดลอง และสิ่งประดิษฐ์ เอกสารที่ผู้ประสบเหตุเป็นคนเขียนเอง และบอกเล่าโดยตรงเอง หลักฐานที่เป็นทฤษฎีและมุมมองอิงประวัติศาสตร์

ข้อมูลทุติยภูมิ เป็นข้อมูลที่เกิดจากการนำข้อมูลปฐมภูมิที่ได้มานั้น มาบอกเล่า มาวิเคราะห์และวิจารณ์เพิ่มเติม เช่น ข้อมูลชั้นที่สองทุกชนิด ข้อคิดและเหตุการณ์ที่นำมาอภิปรายและวิเคราะห์ ชีวประวัติ การตีความ บทวิจารณ์ บทความ บทปริทัศน์ และข้อคิดเห็นจากข้อมูลปฐมภูมิทั้งสิ้น

ข้อมูลปฐมภูมิและข้อมูลทุติยภูมิ เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับบัณฑิตศึกษา ข้อมูลปฐมภูมิถูกนำมาใช้ในการอภิปรายข้อมูลของทุกงานวิจัย ที่มีการทดลองและสังเกตการณ์ ใช้สนับสนุนข้อกล่าวอ้างและข้อวิพากษ์วิจารณ์ ช่วยสร้างประเด็นในการเขียนประโยคโต้แย้ง หรือการเขียนเชิงให้เหตุผลในงานเขียนวิทยานิพนธ์ และข้อมูลปฐมภูมิยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ที่นักวิจัยหรือผู้เก็บข้อมูลใช้เพื่อวิเคราะห์และประเมินข้อมูลดิบ ส่วนข้อมูลทุติยภูมิ นำมาใช้เขียนโต้แย้งเพื่อการป้องกันวิทยานิพนธ์ ใช้เพื่อให้ข้อโต้แย้งนั้นมีความแข็งแรงและมีเหตุผลมากขึ้น ใช้เพื่อพิจารณาความคิดเห็นของผู้อื่น เรียนรู้จากมุมมองต่างๆ ให้ขอบเขตของหัวข้องานวิจัย ให้ผู้วิจัยได้เลือกและศึกษา ใช้เป็นข้อมูลเพื่ออ้างอิงถึงในบทที่หนึ่งของงานวิจัย ความสำคัญของปัญหา และนำมาอภิปรายในบทที่สอง การค้นเอกสารและงานวิจัย

การเขียนภาษาอังกฤษเชิงวิชาการสำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

สิ่งแรกที่เราจำเป็นต้องรู้ก็คือ เราต้องทราบว่า เราจะเขียนอะไร อย่างน้อยก็คือเราต้องทราบ Topicหรือ หัวข้อโดยต้องรู้ว่าหัวข้อของการเขียนวันนี้คืออะไร แล้วเราถึงมาตัดสินใจได้ว่าเราจะเขียนมันอย่างไร การที่จะเขียนอย่างไรนั้น ก็คือการตั้งวัตถุประสงค์ของการเขียน คือ ต้องทราบว่าเราจะเขียนงานนี้ โดยมีวัตถุประสงค์อะไร เขียนเพื่ออะไร เมื่อเราทราบว่าเราจะเขียนเพื่ออะไรแล้ว เราถึงจะทราบว่า เราจะเขียนในแนวไหนดี และเรากำลังจะเขียนให้ใครเป็นผู้อ่าน แล้วเราต้องการจะให้เขาทำอะไรไหมเมื่อเขาอ่านเสร็จ

ต่อมา เราควรมี กลยุทธ์ก่อนการเขียน คือการระดมความคิด และการจัดการกับความคิดนั้นที่เราได้มา การระดมความคิดก็เหมือนที่เราหาข้อมูลมาเพื่อที่จะเอานำมาใช้ และเขียนในงานเขียนของเรา เมื่อเราระดมความคิดมาจากที่ต่างๆ เรียบร้อยแล้วเราก็ต้องจัดการกับความคิดนั้น เราไม่สามารถเอาความคิดและข้อมูลต่างๆ มาลงกระดาษได้ทันทีทันใด แต่สิ่งที่เราควรจะทำก็คือ การทำ Mind Mappingและ/หรือ การทำ Outline

Tony Buzan ผู้สร้างและออกแบบ Mind Mapping หรือ แผนที่ความคิด ได้นำหลักการของสี สัญลักษณ์ และคำสำคัญ มาใช้ช่วยบันทึก และเชื่อมโยงความคิดของมนุษย์ การออกแบบแผนที่ความคิดนี้ มีลักษณะแบบฟอร์มการเติบโตตามธรรมชาติของต้นไม้ ที่แตกกิ่งก้านสาขาออกจากตัวลำต้นกลาง ซึ่งแท้จริงแล้วคือรูปลักษณะ การทำงานในสมองของมนุษย์นั่นเอง Mind Map นี้ จะช่วยกระตุ้นความคิดของผู้เรียนได้ดี เพราะปราศจากกรอบโครงสร้างและลำดับขั้นตอนที่จำกัด

วิธีการสร้าง Mind Mapเราเริ่มจากความคิดหลัก หรือใจความสำคัญที่อยู่ตรงกลางกระดาษ สร้างใจความหลัก-รอง โดยแตกกิ่งก้านสาขาออกจากความคิดหลักตรงกลาง และไม่ต้องกำหนดทิศทาง แตกแยกความคิดต่อมาเป็นลำดับที่สองและสาม โดยใช้รูปสัญลักษณ์และสีช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ในแต่ละลำดับขั้นของความคิด ให้ใช้คำและวลีที่สั้น กระชับ และมีความสำคัญเท่านั้น เมื่อจะนำไปใช้ต่อในการนำเสนอทั้งการเขียนและการพูด ผู้เรียนสามารถนำกลุ่มความคิดในแต่ละกิ่งก้าน มาจัดลำดับตามความเหมาะสม และตามวัตถุประสงค์ของเนื้อเรื่อง

Outlineคือ เครื่องมือช่วยจัดการกับโครงสร้างของความคิด โดยนำมาจัดเรียงลำดับตามเหตุผลเชิงตรรกะ Outline จะประกอบด้วย ใจความหลัก ใจความรอง และรายละเอียดสนับสนุนใจความหลักและใจความรอง Outline เป็นเครื่องมือที่ช่วยผู้เขียนเชื่อมและปรับแต่งข้อมูลที่ได้มา เพื่อนำมาใช้สนับสนุนใจความหลักของงานเขียน หรือข้อกล่าวอ้างในงานวิจัย ช่วยให้เห็นภาพโดยรวมของแต่ละย่อหน้า จะเกี่ยวข้องกับอะไรได้บ้างตั้งแต่ต้นจนจบ

วิธีการเขียนเค้าโครงร่างเรื่อง

เรามักจะเริ่มต้นจากการค้นหามุมมองความคิดที่แตกต่าง หรือช่องว่างที่คนมักจะมองข้ามไปมาเขียน แล้วจึงมาวางแผน ตั้งวัตถุประสงค์ในการเขียน ถามตัวเองว่าใครจะเป็นผู้อ่านของเรา และเราจะใช้รูปแบบใดในการเขียน และเริ่มเขียนโดยใช้คำหลัก หรือ keywords และวลีสั้นๆ เพื่อสร้างหัวข้อใจความหลัก หัวข้อใจความรอง และหัวข้อรายละเอียดที่ต้องการจะกล่าวถึง สิ่งที่สำคัญควรจำไว้เสมอว่า การเพิ่มเติมความคิดในการเขียนหัวข้อแต่ละหัวข้อนั้น ต้องมีจุดประสงค์เพียงเพื่อสนับสนุนใจความหลักเท่านั้น ประโยชน์ของการทำ Outline จะช่วยวางโครงสร้าง และจัดการกับประเด็นความคิดในแต่ละหัวข้อให้มีความสอดคล้องต่อเนื่องกัน เก็บไว้แต่ใจความหลัก ใจความรอง และรายละเอียดที่สนับสนุนมีความสัมพันธ์กันเท่านั้น

เมื่อเราได้ข้อมูลบรรจุใส่ลงไปใน Mind Map หรือใส่ใน Outline ของเราแล้ว สิ่งที่เราต้องทำก็คือ เขียนดราฟต์ที่ 1 โดยไม่ต้องรีรอ เพียงแต่เราเอาข้อมูลจาก Mind Map และ Outline มาแตก และเขียนไปก่อน เพราะการเขียนครั้งนี้เป็นเพียงร่างแรก หรือดราฟต์ที่ 1 เท่านั้น เรายังต้องเขียนอีกหลายๆ ดราฟต์ ให้เขียนไปจนกระทั่งรู้สึกว่าเขียนไม่ไหวแล้ว จึงพักก่อนแล้วกลับมาเขียนใหม่ ยิ่งเขียนดราฟต์มากเท่าไหร่ งานเขียนของเรายิ่งออกมาดีมากเท่านั้น จากนั้นเมื่อเรากำหนด Deadline เรียบร้อยแล้ว เราจำเป็นที่จะต้องเขียน เท่าที่เวลาเรามี เท่าที่เราพอใจและตามเวลากำหนดให้เรา ก่อนที่เราจะส่งดราฟต์ที่สมบูรณ์ที่สุดให้กับหน่วยพิมพ์ หรือให้กับอาจารย์

 

เครดิตโดย ทีมผู้รับผิดชอบรายวิชา Mooc(https://thaimooc.ac.th)

จากภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์




กรณ์ระวี ศรีเจิม
นักวิชาการศึกษา   คณะศิลปศาสตร์



Login
Username
Password

สำหรับผู้เข้าใช้งานครั้งแรก



(เฉพาะบุคลากรมหาวิทยาลัยเท่านั้น)
 
กลุ่มชุมชนนักปฏิบัติ
IT UBU (79 บทความ)
Tech & Innovation in New Normal (38 บทความ)
UBU Library Services (35 บทความ)
Go Green (องค์กรสีเขียว) (34 บทความ)
OCN KM Bank (30 บทความ)
ทำอย่างไรให้สะดวกและความปลอดภัยในการทำงาน (30 บทความ)
กลุ่มทั้งหมด
บทความใหม่
เทคนิคการช่วยให้เพื่อนร่วมงานจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษในสำนักงานได้ง่ายขึ้น (2026-04-14 20:53)
ทำไม mac os ถึงเลือกใช้ zsh เป็น shell หลัก (2026-04-04 07:04)
ถอดรหัส EdPEx สู่การปฏิบัติจริง: พลังสายสนับสนุนขับเคลื่อนองค์กรสู่ความเป็นเลิศ (EdPEx for Supporting Staff) (2026-04-02 23:53)
ถอดบทเรียนงานบุคคลยุคดิจิทัล: พลิกโฉมการตรวจสอบเอกสาร ก.พ.อ. 03 ด้วย AI และ Visual Design แบบ Zero Error (2026-03-31 15:54)
คลีนิคให้คำปรึกษาด้านวิชาการคณะรัฐศาสตร์ (2026-03-27 14:29)
คู่มือการลงลายมือชื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (2026-03-27 08:45)
 
บทความยอดนิยม
PESTEL Analysis : เครื่องมือในการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก (7479 view)
เกณฑ์ AUN-QA Overview (Versions 4) (3543 view)
การจัดการศึกษาแบบ Outcome-Based Education : Backward Curriculum Design (3493 view)
Mesh / Access Point คืออะไร ? ทำไมคนถึงชอบเข้าใจผิด (2571 view)
ภาพรวมเกณฑ์ AUN-QA Version 4.0 (2215 view)
แนะนำ Google AppSheet ช่วยพัฒนา Mobile Applications เป็นเรื่องง่าย และฟรี (1919 view)