คลังเอกสาร    คำถามที่พบบ่อย    ถาม-ตอบ    มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี    

ประวัติเฮือนกำนัน

ประวัติศาสตร์เฮือนกำนันอ่อน วามนตรี

 

 

 

เฮือนกำนัน เป็นตัวแทนพัฒนาการทางชุมชนเมืองศรีไค

ภูมิหลัง ชุมชนเมืองศรีไคมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่เป็นส่วนหนึ่งกับชุมนบ้าน คูเมือง ซึ่งมีลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ 9 สมัย(1) สมัยก่อนประวัติศาสตร์ 2,000-1,500 ปีมาแล้วนักโบราณคดีค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่บ้านโนนแก ห่างจากบ้านคูเมืองประมาณ 1 ก.ม. ได้แก่ ภาชนะดินเผาทรงกลมขนาดใหญ่บรรจุกระดูกมนุษย์ ซึ่งเป็นประเพณีการฝังศพครั้งที่ 2 พบกำไลสัมฤทธิ์ ภาชนะดินเผาขนาดเล็กทรงกลมมีเชิงตบแต่งด้วยลายเชือกทาบ (ขจร มุกมีค่า 6)(2) สมัยวัฒนธรรมทวารวดี อายุราว 1,400-1,200 ปีมาแล้ว พบเศษภาชนะดินเผาประเภทหม้อปากผายและปากแคบ และภาชนะทรงอ่าง พบชิ้นส่วนคนโทที่คล้ายกับแหล่งโบราณคดีบ้านฟ้าแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ (ขจร มุกมีค่า 6)  (3) สมัยวัฒนธรรมร่วมแบบเขมร อายุราว1,200-700 ปีมาแล้ว พบซากโบราณสถาน และเศษภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาโบราณในจังหวัดบุรีรัมย์ และเศษเครื่องถ้วยจากประเทศจีน (ขจร มุกมีค่า 6)(4) สมัยวัฒนธรรมล้านช้าง จากการสำรวจทางโบราณคดีพบ “การสร้างอาคารทับโบราณสถานสมัยที่ 3 มีใบเสมาล้อมรอบในอาคารสิม หรือโบสถ์สันนิษฐานว่าอยู่ในช่วง พ.ศ. 2300 เป็นที่น่าสังเกตว่าสมัยที่ 1 ถึงสมัยที่ 4 ได้พบหลักฐานด้านลายลักษณ์อักษรอย่างจำกัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานในช่วงปี พ.ศ. 2367-2369 ก่อนเหตุการณ์สงครามเจ้าอนุวงศ์ แทบจะไม่มีการกล่าวอ้างถึงเหตุการณ์ดังกล่าว จากการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์บอกเล่าในชุมชมบ้านศรีไค และชุมชนบ้านแมด ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ชุมชนบ้านศรีไคมีจุดกำเนิดหลังสงครามเจ้าอนุวงศ์ หรือราว พ.ศ.2371 พัฒนาการทางประวัติศาสตร์สมัยที่ (5) สมัยวัฒนธรรมสยาม ปี พ.ศ. 2370-2410 พบหลักฐานชื่อเจ้าอาวาสรูปแรกวัดบ้านสิงไคคือพระเฮ้า กนตสีโล สามารถอธิบายการขยายตัวของชุมชนบ้านคูเมืองมายังฝั่งตะวันออก การตั้งวัดศรีไคชี้ให้เห็นการตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรของชุมชนบ้านศรีไคได้ปรากฏขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม (6) สมัยรัฐประชาชาติ ปี พ.ศ. 2411-2474 เริ่มในปีขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 5 สิ้นสุดก่อนการปฏิวัติสยาม  รวมระยะเวลา 63 ปี มีเหตุการณ์ที่สำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่หนึ่ง.รัฐบาลสยามได้เริ่มส่งข้าหลวงใหญ่เข้าปกครองเมืองอุบลราชธานีช่วงปี พ.ศ. 2425-2453  สมัยนี้ชุมชนคูเมืองและพื้นที่ปกครองมีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม พบกลุ่มชาติพันธุ์ลาว และกุลาต่องสู่ในฐานะเขย สอง.การเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส ช่วงปี พ.ศ. 2436 และ 2446 สาม.กบฏผีบ้าผีบุญ ช่วงปี พ.ศ.2444-2445 (7) สมัยทดลองประชาธิปไตย พ.ศ. 2475-2489 ระยะเวลา 14 ปี มีเหตุการณ์ที่สำคัญ 4 เรื่อง หนึ่ง. การหาเสียงของผู้แทนราษฎรที่นั่งเกวียน และขี่ม้าเข้ามาหาเสียง พร้อมการสร้างนิสัยของคนเมืองอุบลราชธานี คือผู้สมัครทั้งหลายแจกผ้าข้าวม้า กับผ้าซิ่น สอง.การตั้งโรงเรียนประชาบาลบ้านศรีไคในปี พ.ศ. 2486 ถือเป็นสมัยการทดลองประชาธิปไตย ก่อนหน้านี้ เด็กชุมชนบ้านแมดและบ้านศรีไคได้เล่าเรียนที่ศาลาวัดบ้านศรีไค ซึ่งมีครู 3 คนทำการอบรมสั่งสอน โดยมากแล้วคณะครูเป็นคนต่างถิ่น การเดินทางยังไม่สะดวกสบาย ครูต้องอาศัยนอนที่ศาลาวัด หรือชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันสร้างเฮือนพักให้คณะครู สาม. คนเวียดนามในบ้านศรีไค สี่.ชีวิตของทหารญี่ปุ่นกับทหารฝรั่งในเมืองอุบลราชธานี สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  (8) สมัยทุนนิยม พ.ศ. 2490-2514รวมระยะเวลา 24ปี เริ่มมีเส้นทางเดินรถโดยสารประจำทางไปบ้านนาส่วง เป็นจุดเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ในที่นี้ พบบทบาทของกำนันอ่อน วามนตรีดำรงตำแหน่งปี พ.ศ. 2502-2516 เป็นกำนันนักพัฒนา มีพื้นฐานมาจากนักบวชประกอบกับมีฝีมือด้านการช่าง จึงมีอาชีพรับเหมาก่อสร้างวัด และโรงเรียนในเขตท้องที่วารินชำราบและบริเวณใกล้เคียง ทั้งนี้นายอ่อนยังเป็นแกนนำในการปูพื้นฐานระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในชุมชนที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล เช่น การผลักดันให้ชุมชนยกเลิกการต้มเหล้าเถื่อนด้วยการสั่งซื้อเหล้าขาวมาจำหน่ายยังชุมชนในระบบสินเชื่อ การบุกเบิกและกว้านซื้อที่ดินเพื่อทำไร่ที่อำเภอกันทราลักษณ์  (9) สมัยใหม่ เริ่มในปี พ.ศ. 2515(มีการรณรงค์การใช้ส้วมอนามัย) ถึงปี พ.ศ.2556 เศรษฐกิจยุคไร้พรมแดน ระยะเวลา 37 ปี มีประเด็นที่ควรวิเคราะห์ 3 ด้าน หนึ่ง. ส้วมอนามัยคือบททดลองที่อธิบายสาเหตุการเสียชีวิตด้วยโรคบักไม้ บักน้ำ (โรคไข้รากสาดน้อย) และโรคตายกุม (เสียชีวิตขณะตั้งครรภ์) การแพทย์และการสาธารณสุขแบบใหม่ได้ลดบทบาทความเชื่อดั้งเดิม ได้แก่สะดือบ้านลงไป สอง. ต้นทศวรรษที่ 2530คนบ้านศรีไคได้ขายที่ดินบรรพบุรุษในชุมชน การละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ในชีวิต สาม.การสิ้นสุดสงครามเย็นในปี พ.ศ. 2533 เป็นมูลเหตุที่สนับสนุนการสถาปนามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่กำลังแสวงหาทางดำรงอยู่ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตร

       

กำนันอ่อน วามนตรี แม่ครูขำ วามนตรี

เฮือนเก่าบ้านศรีไค หรือ เฮือนกำนัน สร้างขึ้นช่วงปี พ.ศ. 2491-2494 เป็นสมบัติของนายอ่อน และนางขำ วามนตรี นายช่างใหญ่ ผู้ออกแบบคือนายอ่อน วามนตรี ผู้ช่วยนายช่างคือ นายอรุณ วามนตรี และกลุ่มลูกมือคือช่างฝีมือบ้านโนนโหนน สร้างมาจากไม้ดู่ ไม้แคน ในพื้นที่อำเภอเดชอุดม ที่สั่งซื้อและขนลำเลียงมาทางเกวียนเที่ยวละ 9-10 ลำ ใช้ระยะเวลาขนส่งราว 10 วัน ช่วงสร้างเฮือนนายอ่อนเทียวไปเทียวมาระหว่างที่รับเหมาก่อสร้างกับเฮือนศรีไค  การทำงานของนายอ่อนคือ การอธิบายให้ลูกน้องฟังเรื่องภาระงาน วิธีการกลึงไม้ และอื่น ๆ นายอ่อน วามนตรี เป็นคนมีฐานะดีที่สุดในหมู่บ้านเพราะมี เฮือนมุข ย่อมาจากเรือนจัตุรมุข เป็นที่ประสานงานของท้องถิ่นกับส่วนกลาง ข้าราชการจากเมืองอุบลราชธานี และส่วนกลางประกอบด้วย ตำรวจ ปลัดอำเภอ และนายอำเภอต้องค้างแรมที่เฮือนหลังนี้ การสะสมทุนของนายอ่อน วามนตรีแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ลักษณะแรก ด้านความรู้ หมายถึงการร่ำเรียนในระบบเพศบรรพชิต ที่สอนศาสตร์ทั่วไป และพระพุทธศาสนา รวมถึงงานช่างฝีมือต่าง ๆ ด้วย ลักษณะที่สอง การอาชีพสมัยครองเพศบรรพชิตเป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงได้รับกิจนิมนตร์อยู่เป็นประจำ หลังการลาสิกขาบทประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างเป็นช่องทางสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับนายอ่อน  แบบฉบับของข้าราชการท้องถิ่นที่ปรากฏในคู่สามี-ภรรยาเจ้าของเฮือน นายอ่อนคือแบบฉบับของนักปกครอง นักพัฒนา และนักสังคมสงเคราะห์ ฐานะนักปกครองมีความสามารถในการดูแลสารทุกข์สุขดิบให้กับลูกบ้าน บ่อยครั้งที่ลูกบ้านไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ นายอ่อนจะบอกว่า “เข้าไปกรอกข้าวสารในยุ้งฉางเอาโลด”เมื่อลูกบ้านเจ็บป่วยต้องพึ่งยาสามัญประจำบ้าน และยาทั่วไปที่บ้านกำนัน ฐานะนักพัฒนา เป็นผู้สนองนโยบายการพัฒนาของรัฐบาลในโครงการส้วมอนามัย โครงการปุ๋ยของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การลดกิจการต้มเหล้าเถื่อน  ฐานะนักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนชุมชนโดยเฉพาะ เรื่องการสร้างโรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนคูเมืองอ่อนอนุเคราะห์ นางขำ วามนตรีเป็นแบบอย่างของข้าราชการท้องถิ่นสายครูใน 3 ลักษณะ ลักษณะแรก ครูสอนคณิตศาสตร์ และการโภชนาการอันเป็นที่รักของลูกศิษย์ลูกหา เหล่าศิษย์ที่เกิดช่วงปี พ.ศ. 2470-2489 เรียกท่านอย่างติดปากว่า แม่ครูขำ หรือ แม่นายครูขำ หมายถึงการยกย่องครูในฐานะมารดา อันเป็นคำเรียกครูที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับมารดาของตน (ซึ่งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ส.ป.ป.ลาว) ยังยึดธรรมเนียมนี้ปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน) นางขำทุ่มเทชีวิตให้กับโรงเรียนบ้านศรีไคอันเป็นสาเหตุของการหย่าร้างจากนายจอม ศรีดาโคตรสามีคนแรกที่ไม่คุ้นชินกับการอาศัยในชุมชนท้องถิ่น เนื่องจากความไม่สะดวกสบายในเรื่องการอุปโภคและบริโภค ลักษณะที่สอง แม่ที่ดีของบุตร โดยเฉพาะการอบรมสั่งสอนนางประภาศรี ศรีดาโคตร ให้เป็นแม่เรือนยึดถือฮีต คอง ประเพณี การดูแลเรือกสวน ไร่ นา บิดา-มารดา แขกบ้านแขกเมือง และพี่น้อง บั้นปลายชีวิตของนางขำเป็นยายที่ดีของหลานด้วยการปลูกฝังนิสัยการรักการอ่านให้กับหลาน ๆ  ลักษณะที่สาม นางขำเป็นภรรยาคู่ชีวิตของนายอ่อนที่สนับสนุนสามีในภาระกิจการงานอยู่เป็นประจำ กล่าวกันว่าภรรยากำนันอ่อนเป็นผู้กว้างขวาง ต้อนรับแขกบ้าน แขกเมืองเป็นอย่างดี เป็นผู้เข้าอกเข้าใจ และอ่านจิตใจผู้คนได้อย่างถ่องแท้ เมื่อไปถึงบ้านกำนันอ่อน แม่ครูขำเป็นผู้ดูแลปูเสื่อ ทุกคนจะอิ่มหนำสำราญก่อนเดินทางกลับบ้าน หก. ค้นพบวิถีชีวิตคนบ้านศรีไค อันเป็นตัวอย่างวิถีชีวิตคนวารินชำราบ ในบริบทของคนเมืองอุบลราชธานีในชุมชนโลก ช่วงปีทศวรรษที่ 2490- ปี พ.ศ. 2516 เฮือนเก่าบ้านศรีไคสะท้อนความสัมพันธ์ของคนในชุมชน นายอ่อนและนางขำคือมิตร และเพื่อนของชุมชน อาจกล่าวได้ว่าสามี-ภรรยาคู่นี้คือผู้กว้างขวาง ซึ่งไม่มีภาพลักษณ์ของนักเลงอยู่ด้วย ยังสะท้อนระบบอุปถัมภ์ของชุมชนบ้านศรีไคและชุมชนโดยรอบ ข้าราชการท้องถิ่นคือผู้อุทิศตนแก่ชุมชน ผลตอบแทนที่ชุมชนมีให้กับนายอ่อน-นางขำ คือการให้ความร่วมมือในการพัฒนาชุมชนอย่างเต็มอกเต็มใจ

ภาพบรรยากาศพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ วันที่ 13 กันยายน 2556

ในปี พ.ศ. 2553 ทายาทของกำนันอ่อน ได้หารือกันและตกลงจะรื้อเฮือนไม้หลังนี้เนื่องจากเฮือนมีอายุมาก มีสภาพชำรุดทรุดโทรม  มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เห็นว่า เฮือนกำนันอ่อน มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัย จึงได้ขอความอนุเคราะห์ย้ายเฮือนดังกล่าวเข้ามาไว้ ณ บริเวณริมหนองอีเจม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเพื่อการอนุรักษ์ และได้จัดให้มีพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ในวันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2556  โดย เชิญชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัย ครอบครัวของกำนันอ่อน วามนตรี บุคลากรและนักศึกษา มหาวิทยาลีัยอุบลราชธานี ร่วมงาน ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณีให้กับนักศึกษา และบุคลากรมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นสถานที่ใช้ในการจัดกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมของนักศึกษาจากคณะและชมรมต่างๆ งานประเพณีต่างๆ เช่น ประเพณีสงกรานต์ จัดการแสดงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งสามารถตอบโจทย์ตัวชี้วัดด้านศิลปวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ในเรื่องของการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม