ภาพกิจกรรม
       สัมมนาเรื่อง ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและระบบงานสอบสวนอย่างไรถึงได้ใจประชาชน

            เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2560 เวลา 09.00-13.00 น. ที่ผ่านมา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในคณะอนุกรรมการบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้าง(อบป.) จัดการสัมมนาเรื่อง “ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและระบบงานสอบสวนอย่างไรถึงได้ใจประชาชน” ณ ห้องประชุม U2 โรงแรมยูเพลส มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวต้อนรับโดย นายขรรค์เพชร ชายทวีป คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

          วิทยากรจากคณะทำงานปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเสนอเนื้อหาข้อปฏิรูประบบสอบสวน นำโดย นายสมชาย หอมลออ กรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร นายตำรวจขณะดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2548 หรือ 11 ปีที่ผ่านมาข่าวกรณีคนร้ายลอบวางระเบิดบ้านพักราชการสถานีตำรวจภูธร (สภ.) อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ข้อหาพยายามฆ่าแต่โดนสั่งย้าย และ ผศ.ดร.ธานี วรภัทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทางนิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นักวิชาการคณะอนุกรรมการบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้าง (อบป.) ดำเนินการโดย นายศราวุฒิ  ประทุมราช นักวิชาการปฏิรูปกฎหมายชำนาญการพิเศษ            ผู้เข้าร่วมสัมมนาจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ นักวิชาการด้านกฎหมาย ทนายความ ตำรวจ อัยการ และภาคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนและเสนอประเด็นว่าหากปล่อยให้ตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานแต่เพียงฝ่ายเดียว เมื่อเกิดข้อผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นทาง ก็จะทำให้กระบวนการยุติธรรมปลายทางมีปัญหาไปด้วย เหมือนหลายคดีที่มีการจับแพะมาส่งฟ้องต่อศาล

            จึงเสนอให้มีการจัดแบ่งคดีสำคัญๆ ให้พนักงานอัยการต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการรวบรวมพยานหลักฐาน เนื่องจากพนักงานอัยการจะต้องนำสืบต่อศาลให้ได้ว่า จำเลยที่นำขึ้นฟ้องนั้น มีพยานหลักฐานแน่นหนาสามารถเอาผิดได้จริง หากไม่แน่ใจและนำสืบไม่ได้ชัดเจนก็ต้องไม่ส่งฟ้อง ก็จะลดปัญหาการจับแพะมาดำเนินคดี และไม่เกิดปัญหาขึ้นในกระบวนการยุติธรรมเหมือนในขณะนี้

            ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ธานี วรภัทร์ กล่าวว่า “ปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมมีจุดอ่อนในการส่งความจริงจากชั้นต้นไปสู่ชั้นพิจารณาและพิพากษา เพราะทุกชีวิตรักความยุติธรรม แต่ความยุติธรรมต้องการความจริงจากจุดเริ่มต้นในชั้นจับกุมชั้นสอบสวน ก่อนส่งต่อไปชั้นพิจารณาและพิพากษา เพื่อลงโทษตามความเหมาะสม หรือหากเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ควรยกฟ้องและได้รับอิสรภาพ

            "แต่ความจริงที่เป็นต้นทางในหลายคดี มีการเบี่ยงเบน ไม่มีความชอบธรรม ไม่ถูกต้อง เพราะสำนวนการสอบสวนจะอยู่กับตำรวจเพียงองค์กรเดียว เมื่อตำรวจส่งผ่านสำนวนไปยังพนักงานอัยการแล้ว พนักงานอัยการจะดูรายละเอียดจากสำนวน เมื่อเห็นมีมูลพอฟ้อง ก็จะส่งฟ้องหรือถ้าต้องสอบเพิ่มก็สอบเพิ่ม

            แต่พนักงานอัยการไม่ได้ลงไปสัมผัสกับเหตุการณ์หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี แล้วก็ไปเขียนฟ้องส่งต่อไปให้ศาลพิพากษา จึงเป็นจุดอ่อนของข้อต่อที่คนเขียนฟ้องไม่ได้รู้รายละเอียดทั้งหมดของคดี หรือรู้เพียงพอที่จะนำความจริงส่งผ่านไปยังศาลได้"

            จึงต้องมีการบริหารจัดการคดีใดที่พนักงานอัยการต้องลงมาทำคดีด้วยตนเอง เพื่อให้ได้ความจริง แล้วก็ส่งฟ้องจะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดขึ้นอีก

            ด้านนายวิทยา แก้วบัวขาว ชาวบ้านหนองกินเพล ต.หนองกินเพล อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี     ซึ่งเป็นคนหนึ่งถูกจับกุมดำเนินคดีโดยพนักงานตำรวจแล้วส่งฟ้องดำเนินคดีต่อพนักงานอัยการข้อหาบุกรุก             ลักทรัพย์ และทำให้เสียทรัพย์ จากการต่อสู้กับนายทุนที่ออกเอกสารทับที่ดินทำกิน

            ซึ่งได้รับทอดมาจากบิดาและถูกศาลตัดสินจำคุกเมื่อเดือนกันยายน 2551 เป็นเวลา 2 ปี กับ 4 เดือน แต่เมื่อถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำนานกว่า 1 ปี 6 เดือน ศาลได้สั่งให้พักโทษ หลังได้ข้อเท็จจริงใหม่เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกล่าวว่า

            "ตนมีใบจองที่ดินทำกินได้รับมาจากบิดา แต่ถูกพนักงานสอบสวนเรียกไปสอบปากคำหลายรอบ ก่อนส่งฟ้องตนต่อศาลและถูกพิพากษาจำคุก ซึ่งที่ผ่านมาตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวนไม่ยอมรับฟังคนจน ตนต้องการให้หาหน่วยงานกลางมาดูแล เพื่อทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์และเอาจริงกับคนทำผิด จะได้ไม่กล้าทำผิดอีก"

            จากกรอบแนวคิดและข้อเสนอในประเด็นการปรับโครงสร้างการสอบสวนและการฟ้องคดีให้เป็นกระบวนการเดียวกันโดยปฏิรูประบบการสอบสวนระดับชั้นเจ้าพนักงาน และกระบวนการในชั้นก่อนพิจารณาคดีโดยพนักงานอัยการมีหน้าที่รับผิดชอบและควบคุมการใช้มาตรการบังคับ

          และกระจายอำนาจสอบสวนโดยให้เจ้าพนักงานกระทรวง ทบวง กรม ที่รับผิดชอบกฎหมายอื่น            ที่มีโทษทางอาญา เป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งมีผู้เห็นด้วยและ          ไม่เห็นด้วย และแลกเปลี่ยนกันอย่างกว้างขวาง ภาคประชาชนที่เข้าร่วม เสนอความเห็นเพิ่มเติมว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ใดขอให้ยึดหลักคุณธรรมให้มากที่สุด

          ซึ่งบทสรุปจากการสัมมนาในครั้งนี้ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจะรวบรวมและเสนอต่อคณะอนุกรรมการบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้าง (อบป.) คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ) ต่อไป

 

กนกวรรณ  ผ่องแผ้ว / ข่าว

ไทยพีบีเอส / อนุเคราะห์ข่าว

ณรงค์ฤทธิ์  มีพยุง / ภาพ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
       



 
จำนวนผู้เข้าชม 29,907 ครั้ง