สร้างความเข้าใจมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ    นักศึกษา    บุคลากร    UBU English            



ชาวเน็ตแห่ชื่นชม เป้ ฤทธิเดช นศ.ม.อุบลฯ ทำความดีเก็บขยะระหว่างทางเดินเท้าขึ้นเขาใหญ่


โพสโดย เพลิน วิชัยวงศ์     โพสวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 , 11:27:10     (อ่าน 8,230 ครั้ง)


              กระแสชาวเน็ตแห่ชื่นชม 2 วัยรุ่น เป้ ฤทธิเดช เกตตากแดด นศ.ม.อุบลฯ และ  น้องปอ สายธาร ใจเพ็ง รร.อัสสัมชัญนครราชสีมา เพื่อนร่วมเดินทางที่ไม่รู้จักกันมาก่อน แต่มีอุดมการณ์เดียวกันคือรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้ง 2 ร่วมทำความดีเก็บขยะริมฝั่งถนน ระหว่างทางขึ้น-ลง เขาใหญ่ นับว่าเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชนคนไทย ในการทำความดีเพื่อสังคม รักษ์สิ่งแวดล้อม ท่ามกลางความประทับใจผู้ผ่านไปมา จนมีนักท่องเที่ยวประทับใจขอสัมภาษณ์ นำเรื่องราวเขียนลง pantip ให้ทุกคนร่วมชื่นชม และภาคภูมิใจ

             เรื่องราวของเยาวชนสองคน เป้ ฤทธิเดช เกตตากแดด นักศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ  น้องปอ สายธาร ใจเพ็งโรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา ซึ่งต่างคนต่างมา ไม่รู้จักกันมาก่อน ต่างคนต่างนั่งรถโดยสารมาลงที่ด่านเก็บเงินทางขึ้นเขาใหญ่และตั้งใจจะโบกรถขึ้นไปด้านบน เนื่องจากรถโดยสารสาธารณะสุดปลายทางที่ป้อมเก็บเงิน แต่ในระหว่างที่กำลังจะโบกรถ ทั้งสองก็ได้มาเจอและรู้จักกันเป็นครั้งแรกที่ด้านหน้าอุทยานแห่งนั่น จึงตกลงว่าจะโบกรถไปด้วยกัน โดยจุดหมายปลายทางคือลานกางเต็นท์ผากล้วยไม้ที่อยู่ห่างออกไป 24 กิโลเมตร  ทำให้ทั้งสองคนได้ทำความรู้จักกัน เป็นมิตรภาพนักเดินทางที่ต่างคนต่างมาคนเดียว แต่สุดท้ายทั้งสองก็ได้เป็นเพื่อนกัน และทำความดีร่วมกัน เป็นคนดีของสังคมในวันนี้

             นายฤทธิเดช  เกตตากแดด หรือ เป้ ปัจจุบันกำลังศึกษา ชั้นปีที่ 6 คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ภูมิลำเนา ต.ทุ่งวัง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ผลการเรียนเฉลี่ยสะสม 3.45 (ว่าที่บัณฑฺตเกียรตนิยม)

              เป้ ฤทธิเดช  บอกว่า ในช่วงวันหยุดติดต่อกันหลายวัน เป็นประสบการณ์การเที่ยว backpacks ครั้งแรก ตนได้เดินทางไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในวันหยุด 3 วัน ที่ผ่านมา ตั้งใจเดินทางไปคนเดียว ทริปนี้ตลอดการเดินใช้เงินสำหรับค่าเดินทางเพียง 30 บาท กิจกรรมก่อนกลับ ขณะรอโบกรถกลับชวนน้องที่จะกลับโคราชพร้อมกัน เก็บขยะที่อยู่สองข้างทางของป่า เก็บไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าเยอะมาก ระหว่างทางก็มีรถจอดหลายคันแต่ก็ไม่ได้ขึ้นไป ตั้งใจจะเก็บไปจนถึงสุดป่าระยะทางประมาณ 5 กม. ขณะที่เก็บขยะก็มีรถผ่านไปมาต่างยกนิ้วให้ เต็มไปหมด มีลุงกับป้าลงมาขอถ่ายรูปด้วย และก็มาเจอกับพี่สมาชิกเว็บไซต์ชื่อดัง พันทิพดอทอคม ชื่อ "นายบอลพาเที่ยว" ซึ่งขับมอไซม์เที่ยวตามที่ต่างๆ ขอสัมภาษณ์เอาเรื่องไปเขียนลง pantip ด้วย ขอขอบคุณทุกคนที่ชื่นชม และให้กำลังใจในการทำกิจกรรมทำความดีครั้งนี้ ตนและน้องปอ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเยาวชนที่ต้องการเห็นความงามของธรรมชาติให้คงอยู่สืบไป และอยากเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกคนร่วมใส่ใจในการรักษ์ธรรมชาติ

 

 ติดตามบทกระทู้ได้ที่   http://m.pantip.com/topic/34826012        

             ผมอดไม่ได้ที่อยากจะนำเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นที่ผมได้มีโอกาสพบเจอโดยบังเอิญเมื่อเช้าวันนี้ ในขณะที่ผมกำลังขี่มอไซด์บนเขาใหญ่ กลับจากผาเดียวดาย เพื่อไปยังน้ำตกเหวสุวัต  ระหว่างทางก็ได้พบเด็กวัยรุ่นสองคน ชาย 1 หญิง 1 เดินคนละฝั่งถนน ในมือถือถุงขยะพะรุงพะรัง

          จึงได้จอดรถเพื่อทำความรู้จักและสอบถามความเป็นมา โดยสังเกตุหน้าของน้องๆ เต็มไปด้วยเหงือหลายหยุด เพราะวันนี้บนเขาใหญ่อากาศร้อนมาก  ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีก็คิดว่าเป็นกลุ่มอาสาสมัครมาเก็บขยะ แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวของทั้งสองคน ผมทึ่ง และอึ่งกับน้องทั้งสองคนมาก  โดยเป้(ผู้ชาย) และปอ (ผู้หญิง) ได้เล่าว่าทั้งสองคนต่างคนต่างมา ไม่รู้จักกันมาก่อน  ต่างคนต่างนั่งรถโดยสารมาลงที่ด่านเก็บเงินทางขึ้นเขาใหญ่และตั้งใจจะโบกรถขึ้นไปด้านบน เนื่องจากรถโดยสารสาธารณะสุดปลายทางที่ป้อมเก็บเงิน  แต่ในระหว่างที่กำลังจะโบกรถ ทั้งสองก็ได้มาเจอและรู้จักกันเป็นครั้งแรกที่ด้านหน้าอุทยานแห่งนั่น จึงตกลงว่าจะโบกรถไปด้วยกัน โดยจุดหมายปลายทางคือลานกางเต็นท์ผากล้วยไม้ที่อยู่ห่างออกไป 24 กิโลเมตร  ทำให้ทั้งสองคนได้ทำความรู้จักกัน เป็นมิตรภาพนักเดินทางที่ต่างคนต่างมาคนเดียว แต่สุดท้ายทั้งสองก็ได้เป็นเพื่อนกัน

          จนกระทั้งเช้าวันนี้ ทั้งสองจะโบกรถกลับลงมาด้านล่าง จึงเดินออกจากผากล้วยไม้ เดินไปเรื่อยๆ โบกรถไปเรื่อยๆ เพียงแต่ว่า...เดินได้ไม่กี่ก้าว ก็เจอขยะมากมายเต็มสองข้างถนน คงเป็นเพราะวันนี้เป็นวันหยุดยาวติดกัน 3 วัน ทั้งสองจึงตกลงใจกันว่าจะเดินเก็บขยะไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเหนื่อย แต่เชื่อหรือเปล่าครับ จุดที่ผมเจอน้องเขา คือน้องเขาเดินผ่านลานกางเต็นท์ลำตะคองมาได้ประมาณ  1-2 กิโลเมตรเห็นจะได้ เมื่อบวกกับลานกางเต็นท์ผากล้วยไม้  น่าจะ 4-5 กิโลเมตรครับ 

           ในมือทั้งสองเต็มไปด้วยถุงขยะหลายถุง แค่เดินมาเฉยๆ ผมก็ว่าเหนื่อยแล้ว นี่ต้องเดินร้อนๆ ก้มๆ เงยๆ เก็บขยะที่เกลื่อนกราดมาตลอดเกือบ 5 กิโลเมตร ผมยอมใจน้องทั้งสองคนนี้เลย จึงขอช่วยเท่าที่ช่วยได้ โดยการนำเอาถุงขยะเหล่านั้นมาใส่มอไซด์ผม แล้วผมจะเอาไปทิ้งให้ โดย ณ ตอนนั้นผมสามารถทำได้แค่นั้น แต่น้องทั้งสองคนได้เป็นแบบอย่างให้ผม ซึ่งผมเองได้บอกกับน้องว่า "ต่อไปนี่ ถ้าพี่ปีนเขา เดินป่า หรือมีโอกาสที่จะเก็บขยะกลับมาทิ้ง พี่จะทำโดยนึกถึงน้องทั้งสองคนเป็นแบบอย่าง"

           และด้วยความประทับใจในเด็กวัยรุ่นทั้งสองคน ซึ่งกล้าหาญในการเดินทางเที่ยวคนเดียว และกล้าที่จะโบกรถ แล้วยังมีน้ำใจเสียสละเวลา ความเหน็ดเหนื่อยทำเพื่อสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ  ผมจึงขอให้น้องๆ ช่วยจดบันทึกชื่อที่อยู่ลงในไดอารี่การเดินทางส่วนตัว เพื่อจะได้เก็บไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งได้เจอเด็กวัยรุ่นที่น่ายกย่อง  เพื่อนๆ ลงมาดูสิ่งที่เขาเขียนกันนะครับ

              จากนั้นก็ขอถ่ายรูปน้องๆ เป็นที่ระลึก แล้วจึงให้น้องเขาได้ทำหน้าที่เพื่อสังคมต่อ  น้องๆ จึงเก็บขยะที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นโดยผมได้ช่วยแค่นิดหน่อย ระหว่างนั้นสงสัยขึ้นมาเลยถามน้องๆ ว่า "แล้วน้องๆ จะเอาถุงจากไหนใส่ขยะเหล่านั้นครับ"  น้องๆ จึงตอบว่า "เดี๋ยวก็เจอขยะที่เป็นถุงใหญ่ๆ ค่ะ ถุงทุกใบที่พี่เอาไปทิ้ง หนูก็เจอจากข้างถนนนี่แหละค่ะ"  ผมฟังแล้วสลดมาก ทำไมแค่ขยะไม่กี่ชิ้น เราถึงเก็บไว้กับตัวจนกว่าจะเจอถังขยะไม่ได้ บ่อยครั้งที่ผมขับมอไซด์เที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ก็เจอคนขว้างขยะออกมาจากรถต่อหน้าต่อตา ครั้งจะเก็บไปขว้างใส่รถเขาก็กลัวจะโดนยิง  ที่ผ่านมาผมทำได้แค่ไม่ทิ้ง ไม่เพิ่มภาระให้สังคมเท่านั้น แต่น้องทั้งสองคนกลับช่วยเหลือในการเก็บกวาด ยิ่งเห็นเหงือซึ่งไหลย้อยเต็มหน้า เต็มหลังเสื้อ มันยิ่งทำให้รู้ว่าไม่ใช้ง่ายๆ เลยที่เด็กสองคนนี้จะต้องทำความสะอาดถนนให้คนที่มักง่ายมาระยะทางร่วม 5 กิโลเมตร และยังเก็บต่อไปเรื่อยๆ..

             ผมจึงอยากนำเรื่องราวมาเผยแพร่  เพื่อจะได้เป็นแง่คิดให้กับเด็กวัยรุ่นในปัจจุบันได้นำไปเป็นแบบอย่าง หรือส่งเรื่องราวถึงใครบางคนที่ชอบทิ้งขยะแบบมักง่าย  ทั้งนี้แอบหวังเล็กๆ ว่าเรื่องราวของน้องๆ จะถูกแชร์ไปถึงอาจารย์ให้ได้ภูมิใจในลูกศิษย์ทั้งสอง (เผื่อน้องจะได้รับมอบเกียรติบัตรหน้าเสาธง เป็นตัวอย่างให้เพื่อนๆ 555+ ) หรืออย่างน้อยๆ ก็ให้พ่อแม่เขาได้รู้ว่าลูก ๆของพวกเขาได้ทำสิ่งที่น่ายกย่อง และน่าภูมิใจที่พ่อแม่ของเขาเลี้ยงดูบุตรให้โตมาเป็นผู้เสียสละ และทำประโยชน์เพื่อสังคม  ....

               มาช่วยกันท่องเที่ยวแบบมีจิตสำนึกกันเถอะครับ แค่ขยะในมือ เอาลงถัง หากทุกคนทำแบบนี้ น้องสองคนก็ไม่ต้องเหนื่อย แหล่งท่องเที่ยวก็จะสวยสะอาดตา เพราะทุกแหล่งท่องเที่ยว มันเป็นของพวกเรา คนไทยทุกคน  ขอให้ทุกคนสนุกกับการเดินทาง และสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามของเมืองไทยครับ



รายละเอียดเพิ่มเติม : รายละเอียด 1