มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
Ubon Ratchathani University
  www.ubu.ac.th   |   UBU Blog
สมัครเข้าใช้งาน    |   เข้าสู่ระบบ    
“เพิ่มประสิทธิภาพงานบริหารและธุรการด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรม” 
โพสโดย รัชนี นิคมเขตต์     วันที่ 19 มกราคม 2561 , 10:43:19 น.
หมวด : การบริหารจัดการทั่วไป , มีผู้อ่านแล้ว 1,661 ครั้ง
  

“เพิ่มประสิทธิภาพงานบริหารและธุรการด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรม

จากการเข้าร่วมโครงการประชุมวิชาการเครือข่ายพัฒนาระบบงานบริหารและธุรการ ครั้งที่ 6 เรื่อง “เพิ่มประสิทธิภาพงานบริหารและธุรการด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมณ โรงแรมดวงตะวัน จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 21-22 ธันวาคม 2560ได้รับเนื้อหาสาระและความรู้จากวิทยากร โดยได้รวบรวม          เรียบเรียง เสริมเพิ่มเติมบางส่วน และสามารถถ่ายทอดความรู้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยสังเขป ได้ดังต่อไปนี้

                   1. ได้รับความรู้และแนวคิดเกี่ยวกับนวัตกรรมเพื่อการบริการที่เป็นเลิศ จากวิทยากรผู้บรรยาย คือ รองศาสตราจารย์ ดร.ณัชชา ทวีแสงสกุลไชย ผู้ช่วยอธิการบดีด้านยุทธศาสตร์และนวัตวรรม ภาควิชากาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

                   จากการปฏิบัติงานในระบบราชการในยุคที่ผ่านๆ มา จะเน้นการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นแต่ระเบียบ วิธีการ และกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ที่ค่อนข้างจะมีกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องหลายขั้นตอน รวมทั้งเน้นการจัดทำเอกสารกลักฐานหรือแบบฟอร์มต่าง ๆ ค่อนข้างมาก ซึ่งได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง จนอาจลืมไปว่าขั้นตอนหรือกระบวนการต่าง ๆ นั้น จำเป็นหรือไม่ มีความคุ้มค่าเพียงใด ผู้รับบริการมีความพึงพอใจหรือไม่ มากน้อยเพียงใด

                   หากย้อนไปในช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” หรือช่วงเวลาที่เรียกกันว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยถึงคราว “ฟองสบู่แตก” เมื่อปี  2540 เป็นต้นมา จากนั้นก็ล้มลุกคลุกคลานหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ต้องเริ่มปรับตัวเพื่อให้องค์กรสามารถเผชิญกับวิกฤตต่อไปได้ จากนั้นภาวะเศรษฐกิจจึงเริ่มฟื้นหรือปรับตัวตัวขึ้นในช่วงปี 2545 – 2546 หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน มีการปรับตัว และปรับกระบวนการขั้นตอนและกลยุทธ์ภายในองค์กรของตนเอง โดยเน้นที่ความคุ้มค่า และความพึงพอใจของผู้รับบริการ ธนาคารกสิกรไทย เป็นองค์กรภาคเอกชนแรกๆ ที่เริ่ม “REENGINEERING”หรือ “ยกเครื่อง” องค์กรของตนเองมาตั้งแต่ปี 2538 (นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2537: http://info.gotomanager.com/news/details.aspx?id=5166)ซึ่งในตอนนั้น ถึงกับทำให้วงการธนาคารในประเทศไทยเป็นที่ฮือฮาและเริ่มตื่นตัว หลายองค์กรต้องหันกลับไปมองและวิเคราะห์องค์กรของตัวเอง เพื่อค้นหาจุดอ่อนจุดแข็งและสร้างกลยุทธ์ต่าง ๆ มาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรของตนเองมากขึ้น

                    ในภาครัฐก็เช่นเดียวกัน มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นพระราชกฤษฎีกาที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการปฏิบัติราชการ การสั่งการให้ส่วนราชการและข้าราชการปฏิบัติราชการเพื่อให้เกิดการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สอดคล้องกับการปฏิรูประบบราชการ เพื่อให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศ และให้บริการแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การบริหารราชการสามารถปฏิบัติงานตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศและให้บริการแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยกำหนดให้การบริหารราชการแนวทางใหม่ต้องมีการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และแผนการปฏิบัติงานเพื่อให้สามารถประเมินผลการปฏิบัติราชการในแต่ละระดับได้อย่างชัดเจนและยึดเป้าหมาย 7 ข้อ ได้แก่

1) เกิดประโยชน์สุขของประชาชน

2) เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ

3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ

4) ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น

5) มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อเหตุการณ์

6) ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวก และได้รับการตอบสนองความ

7) มีการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ

โดยวางกรอบแนวทางการดำเนินการไว้ ดังนี้

หมวดที่ 1 เป็นการกำหนดขอบเขตความหมาย

หมวดที่ 2 กำหนดแนวทางการบริหารราชการ

หมวดที่ 3 กล่าวถึง “การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ”

หมวดที่ 4 การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า

หมวดที่ 5 การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน

หมวดที่ 6 การปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ

หมวดที่ 7 การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน

หมวดที่ 8 การประเมินผลการปฏิบัติราชการ

หมวดที่ 9 บทเบ็ดเตล็ด

ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าหน่วยงานภาครัฐ จำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์จากการปฏิบัติงานที่เน้นการปฏิบัติตามระเบียบ วิธีการ ขั้นตอน ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา เป็นการเน้นที่ผลสัมฤทธิ์ ประสิทธิภาพและ ความคุ้มค่า ลดขั้นตอน และความพึงพอใจของผู้รับบริการหรือประชาชน เป็นหลัก รวมทั้งให้เป็นไปด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ และต้องเริ่มย้อนกลับไปมองงานประจำที่ทำอยู่ว่า :

  • งานประจำที่ทำอยู่นั้น มีความสูญเสียจากการทำงานมากเกินพอดี หรือไม่
  • งานประจำที่ทำอยู่นั้น มีความสูญเสียจากการรอคอย/การว่างงาน หรือไม่
  • งานประจำที่ทำอยู่นั้น มีความสูญเสียจากการขนส่ง/ขนย้าย หรือไม่
  • งานประจำที่ทำอยู่นั้น มีความสูญเสียจากกระบวนการที่ขาดสิทธิผล หรือไม่
  • งานประจำที่ทำอยู่นั้น มีความสูญเสียจากการเก็บวัสดุคงคลังที่ไม่จำเป็น หรือไม่
  • งานประจำที่ทำอยู่นั้น มีความสูญเสียจากการเคลื่อนไหว หรือไม่
  • งานประจำที่ทำอยู่นั้น มีความสูญเสียจากการทำงานเสียหายหรือแก้ไขงานเสีย หรือไม่  เป็นต้น

                   เพื่อที่จะให้การตั้งคำถามทั้งหลายเหล่านี้ นำไปสู่การค้นพบวิธีการปรับปรุง แก้ไข พัฒนา และนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) จากงานประจำที่ทำอยู่ ภายใต้กรอบแนวแนวคิดการสร้างนวัตกรรม ที่ว่า

  • การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ (เป็นสิ่งประดิษฐ์ วิธีการใหม่ สินค้าใหม่ เป็นต้น)
  • ที่เกิดจากความคิดใหม่ (เป็นการผสานกลไก หลักการ เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าด้วยกัน หรือประยุกต์วิทยาศาสตร์แขนงอื่น ๆ หรือวิจัย สร้างทฤษฎีใหม่ และวิทยาการใหม่)
  • สิ่งที่สร้างสรรค์ใหม่นั้นได้คุณค่า เป็นที่ยอมรับ และมีการนำไปใช้ (เป็นการขจัดปัญหา ใช้งานได้ประสิทธิภาพและคุณภาพเต็มที่ ลดการใช้ทรัพยากร เพิ่มคุณภาพ รวมเร็ว – Better, Faster, Cheaper หรือเกิดประโยชน์ใช้งานใหม่ ลดต้นทุน สร้างรายได้เพิ่ม

              โดยมีแนวทางในการจัดการกับความสูญเปล่า โดยใช้หลัก  E C R S ดังนี้

              Eliminate             คือ การตัดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็นออกไป

              Combine             คือ การรวมขั้นตอนการทำงานเข้าด้วยกัน เพื่อประหยัดเวลาหรือ  แรงงานในการทำงาน

              Re – Arrange        คือ การจัดลำดับงานใหม่ให้มีความเหมาะสม

              Simplify              คือ การปรับปรุงวิธีทำงาน หรือสร้างอุปกรณ์ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น

                   โดยทั้งนี้ ผู้ที่จะสร้างนวัตกรรมในงานประจำของตนเอง จะต้องตระหนักหรือตั้งคำถามเบื้องต้นด้วยว่า 1) ปัญหาคืออะไร 2) ลูกค้าหรือผู้รับบริการต้องการอะไร 3) สิ่งที่ต้องการคือไร 4) หาทางแก้ไขปัญหา เพื่อนำไปสู่ “นวัตกรรม” และเมื่อสร้างนวัตกรรมนั้นมาแล้ว ทำให้จากเดิมที่เป็นอยู่ 1) ดีขึ้นหรือไม่ 2) เร็วขึ้นหรือไม่ 3) ถูกหรือประหยัดขึ้น จึงจะถือได้ว่าสิ่งที่เราค้นพบนั้น คือ “นวัตกรรม” ที่แท้จริง

 
 

นวัตกรรมคือ = ใหม่ + มีคุณค่า + มีการยอมรับ/นำไปใช้ (ใหม่-ใช่-โดน)

 

 

 

                  

                 จะเห็นได้ว่า วิวัฒนาการของการบริหารงานในหน่วยงานของรัฐแนวใหม่ จำเป็นต้องนำเครื่องมือต่างๆ ที่นิยมใช้ในการบริหารองค์กร มาใช้ในการบริหารงานอย่างมืออาชีพมากขึ้น มิใช่ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน และเป็นไปตามสถานการณ์ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาเพียงอย่างเดียว เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารองค์กรที่ว่านี้ ได้แก่

1)      CRM (Customer Relationship Management) คือ การสร้างความสัมพันธ์ของลูกค้า

2)      Benchmarking คือ การเทียบเคียง

3)      Employee Engagement Surveys คือ การสำรวจความผูกพัน  ของพนักงานที่มีต่อองค์กร

4)      Strategic Planning คือ การวางแผนกลยุทธ์

5)      Outsourcing คือ การจ้างช่วง

6)      Balanced Scorecardคือ ระบบการบริหารงานและประเมินผล

7)      Mission and Vision Statements การกำหนดวิสัยทัศน์และภารกิจ

8)      Supply Chain Management การจัดการโซ่อุปทาน

9)      Change Management การบริหารการเปลี่ยนแปลง

10)  Customer Segmentation การแบ่งกลุ่มลูกค้า

(สถาบันฝึกอบรมและให้คำปรึกษาแนะนำ ด้านการพัฒนาการบริการลูกค้าอย่างเป็นระบบ : http://www.impressionconsult.com/web/index.php/articles/1146-article-10-tools-organizations-in-most-of-the-world-the-outlook-for-2015-20072015.html)

               นอกจากนี้ยังมีเครื่องมืออีกมากมาย เพื่อประเมินผลการปฏิบัติที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ มุ่งเน้นมาตรฐานการเป็นมืออาชีพ และมุ่งเน้นความพึงพอใช้ของผู้รับบริการ คำนึงถึงความคุ้มค่า  ลดการสิ้นเปลือง   อาทิเช่น การกำหนดมาตรฐาน ISO TQA TQM เป็นต้น

               จากที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นแนวคิดและเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารงานในภาครัฐ หรือแม้แต่ภาคเอกชน ซึ่งผู้บริหารระดับสูงมักจะนำมาใช้ในการบริหารองค์กร พร้อมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรในองค์กร เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ข้างต้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และนำเอาเครื่องมือต่าง ๆ และนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการปฏิบัติงานในองค์กร เพิ่มความคุ้มค่า ก้าวทันกับเทคโนโลยีในยุคDigital อันจะนำไปสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศ                  

                   2.ได้รับความรู้และแนวคิดเกี่ยวกับการวิเคราะห์งาน จากวิทยากรผู้บรรยาย คือ   คุณปภาณภณ ปภังกรภูรินทร์ รักษาการในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพ กองบริหารทรัพยากรบุคคล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยได้รวบรวม เรียบเรียง เสริมเพิ่มเติมบางส่วน และสามารถถ่ายทอดความรู้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยสังเขป  ดังนี้    

                       โดยวิทยากร ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการวิเคราะห์งานประจำเพื่อนำไปสู่การสร้างงานวิจัย และค้นพบวิธีการปรับปรุง แก้ไข พัฒนา นวัตกรรม หรือแนวปฏิบัติที่ดีต่อไป ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับแนวคิดว่าทำไมบุคลากรสายสนับสนุนต้องทำงานวิเคราะห์จาก “งานประจำ” ปรากฏตามเอกสารประกอบการบรรยาย  https://drive.google.com/open?id=0B6UxRz_grEq_Smc0U21rOEdEOHM3UTdEU3ZienBKV2NaOXp3            

3. ได้รับความรู้และแนวคิดเกี่ยวกับเทคนิคการวัดและประเมินผลการปฏิบัติงานสมัยใหม่ ด้วยระบบ KPI และ Competency จากวิทยากรผู้บรรยาย คือ ศาสตราจารย์ ดร.สุพล อนันตา และ      ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิริวดี ชมเดช จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยได้รวบรวม เรียบเรียง เสริมเพิ่มเติมบางส่วน และสามารถถ่ายทอดความรู้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยสังเขป ดังนี้

          การประเมินผลการปฏิบัติงานคือ การวัดสมรรถนะของการทำงาน โดยมีแนวคิดในการประเมิน ดังนี้

  • การวัดสมรรถนะของการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างความตื่นเต้น ความพึงพอใจได้เหมือนกับการแข่งขันกีฬา
  • การวัดสมรรถนะที่ดีควรมุ่งผลลัพธ์ที่ต้องการให้เหมือนการแข่งขันกีฬา บุคคลจะรู้สึกตื่นเต้น เร้าใจ เฝ้ารอการแข่งขันด้วยใจจดจ่อ และมีการเตรียมตัวฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาสมรรถนะ สำหรับการแข่งขันในครั้งต่อไป
  • การวัดสมรรถนะหรือผลการปฏิบัติงาน ไม่ควรใช้เพื่อการควบคุมหรือบังคับพนักงานเพราะจะไม่ก่อให้เกิดผลดี และไม่สะท้อนเป้าหมายของการวัดผล
  • ควรสร้างค่านิยมของการวัดสมรรถนะให้เหมือนการแข่งขันกีฬาสี พนักงานจะต้องมีเวลาฝึกซ้อม ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ หรือเทคนิคแนวทางต่าง ๆ เพื่อเข้าสู่ระบบของการแข่งขัน โดยไม่มีขอบเขตของความพยายามที่ต้องการจะเพิ่มสมรรถนะ

                   เหตุใดองค์กรต้องประเมินผลการปฏิบัติงาน

  • เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของบุคคลในองค์กร ในแผนกหรือในฝ่ายต่าง ๆ
  • เพื่อปรับปรุงบุคคลผู้ที่มีผลงานต่ำให้มีผลงานที่ได้มาตรฐาน หรือดีเด่น
  • เพื่อธำรงรักษาบุคคลที่ดีและเก่งไว้ในองค์กร
  • เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลง ซึ่งท้าทายความรู้ความสามารถของพนักงานและผู้บริหาร

          ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย มุ่งเน้น :

  • การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานและวิธีการทำงาน โดยมีแผนยุทธศาสตร์ในการทำงาน และมีตัวชี้วัดผลสำเร็จของงาน (KPIs)
  • การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีกลุ่มภารกิจ งานที่เหมือนกัน คล้ายกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
  • การปรับรื้อระบบการเงินและงบประมาณ โดยใช้ระบบบัญชีสะท้อนต้นทุน
  • การสร้างระบบบริหารงานบุคคลและค่าตอบแทนใหม่
  • การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมและค่านิยมของระบบราชการ โดยใช้องค์ความรู้ HRM TQM RBM CTM ITM ABC SVM
  • การเสริมสร้างระบบราชการให้ทันสมัย
  • การเปิดระบบราชการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดย

•          ใช้แบบสำรวจรายการ (Check list)

•          ใช้การจัดเรียงลำดับ (Rating scale)

•          ใช้การเปรียบเทียบพนักงาน (Comparison method)

•          ใช้การบันทึกเหตุการณ์สำคัญ (Critical incident)

•          ใช้วิธีสอบถามผู้บังคับบัญชา (Field review)

•          ใช้วิธีเขียนแสดงความคิดเห็นเพื่อประเมินพฤติกรรมบริการ (Free – form essay)

                   แนวทางการจัดทำการประเมินผลงาน

  • บุคลากรในองค์กรรู้และเข้าใจ วิสัยทัศน์ พันธกิจและเป้าหมายขององค์กร หมายถึงสถานภาพขององค์กรที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและที่จะเป็นไปในอนาคต
  • บุคลากรรู้และเข้าใจเป้าหมายของหน่วยงานที่จะต้องช่วยกระทำให้สำเร็จ
  • บุคลากรรู้และเข้าใจเป้าหมายส่วนบุคคล หมายถึงสิ่งที่พนักงานแต่ละคนจะต้องทำให้สำเร็จโดยมีตัววัดที่ได้กำหนดร่วมกันไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะลงมือปฏิบัติงาน

                   องค์ประกอบที่จะทำให้การประเมินผลงานประสบผลสำเร็จ

  • ผู้บริหารระดับสูงเห็นด้วยและส่งเสริมให้ดำเนินการ
  • ผู้บริหารระดับกลางและระดับล่างมีส่วนร่วมในการกระทำ
  • สร้างทัศนคติที่ดีต่อระบบการประเมินและมีการสื่อสารให้พนักงานทุกระดับรับรู้และทราบแนวทาง
  • บุคลากรทุกคนพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
  • บุคลากรตระหนักและยินดีพัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อความเป็นเลิศในงานและผลสำเร็จขององค์กร
  • มีการทบทวนการประเมินผลงานเพื่อพัฒนารูปแบบและ

                  วิธีการประเมินผลการปฏิบัติงาน

                  ผู้ประเมินจะต้องเป็นผู้ที่ได้เห็นได้สัมผัสบุคคลหรือผลงานของบุคคล

•          90 องศา = ประเมินโดยหัวหน้างาน

•          180 องศา = ประเมินโดยหัวหน้างานและตนเอง

•          270 องศา =ประเมินโดยหัวหน้างาน ตนเอง เพื่อนร่วม    งานในแผนก ลูกน้องโดยตรง

•          360 องศา = ประเมินโดยหัวหน้างาน ตนเอง เพื่อนร่วม  งานในแผนก ลูกน้องโดยตรง ลูกค้าภายในและภายนอก (ถ้ามีจำนวนมากใช้การสุ่มตัวอย่าง)

                   การประเมิน 360 องศา ดีอย่างไร

•          เป็นกลาง เที่ยงตรง เชื่อถือได้

•          ได้ข้อมูลของผู้ปฏิบัติงานจากหลายมุมมอง

•          มองเห็นขอบเขตการพัฒนาที่กว้างขึ้น

•          เป็นแรงจูงใจที่ดีมากในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ  บุคคล

 
 

“หากไม่สามารถวัดหรือประเมินทรัพยากรบุคคลได้

ก็ไม่สามารถบริหารทรัพยากรบุคคลให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรได้

 

 

 

 

4. ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง “การพัฒนางานบริหารและธุรการด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ” จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ   ที่เข้าร่วมโครงการประชุมวิชาการในครั้งนี้

                       บรรยากาศงานประชุมวิชาการในครั้งนี้ มีหลายมหาวิทยาลัยที่นำได้นำผลงานเกี่ยวกับการพัฒนางานบริหารและธุรการด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการประชุมวิชาการ มาจัดแสดงให้ผู้เข้าร่วมได้ชมและใช้เป็นแนวทางในการนำไปเทียบเคียงกับวิธีการปฏิบัติที่ตนเองทำอยู่เพื่อได้แนวคิดและต่อยอดการพัฒนาหรือสร้างนวัตกรรม อาทิเช่น

  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำระบบการจองยานพาหนะผ่าน Intranet
  • มหาวิทยาลัยพะเยา ได้นำระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ มาแสดง
  • รวมทั้งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งมีผู้แทนจากกองกลาง สำนักงานอธิการบดี (ผู้อำนวยการกองกลางและคณะ) ได้นำผลงานระบบบริหารการประชุมอิเล็กทรอนิกส์ ไปนำเสนอ

ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการในครั้งค่อนข้างมาก ถือเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และได้มีโอกาสเทียบเคียงการระบบงานบริหารและธุรการ กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เข้าร่วม ซึ่งจะนำมาซึ่งประโยชน์ในการปรับปรุงและพัฒนางานด้านงานบริหารและธุรการต่อไปในอนาคต

*****ขอขอบคุณและสวัสดีค่ะ*****

                  

แสดงความคิดเห็น
      เข้าสู่ระบบ
  - ต้องทำการกรอก username และ password ก่อน จึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้
- username และ password เป็นอันเดียวกับที่ใช้ในการ login internet ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
 

ค้นหา
 
  About Me
 
ชื่อ :  นางรัชนี นิคมเขตต์
ตำแหน่ง :  หัวหน้าสำนักงานเลขานุการสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย
หน่วยงาน :  สำนักงานเลขานุการ
คณะ/สำนัก :  สำนักคอมพิวเตอร์
และเครือข่าย
จำนวนเรื่อง :  5
จำนวนผู้ชม :  15824
Blog :  ratchanee
  เรื่องย้อนหลัง
“เพิ่มประสิทธิภาพงานบริหารและธุรการด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรม...
การสร้างความสุขในสถานที่ทำงานเพื่อความสำเร็จของงาน (Happy wo...
เทคนิคการบริการด้วยใจเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร
“ศิลปะการบริหารงานสำหรับหัวหน้างานสมัยใหม่”
 
 
 
พัฒนาโดย สำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
© Copyright 2010 - 2015 UBON RATCHATHANI UNIVERSITY
สงวนลิขสิทธิ์ 2553 - 2558 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี