มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
Ubon Ratchathani University
  www.ubu.ac.th   |   UBU Blog
สมัครเข้าใช้งาน    |   เข้าสู่ระบบ    
หนึ่งมหาวิทยาลัย หนึ่งโรงไฟฟ้า 
โพสโดย มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์     วันที่ 3 สิงหาคม 2554 , 11:04:30 น.
หมวด : เรื่องทั่วไป , มีผู้อ่านแล้ว 12,584 ครั้ง
  

         หนึ่งมหาวิทยาลัย หนึ่งโรงไฟฟ้าผู้อ่านอาจจะรู้สึกงงๆ ว่า มีด้วยหรือ “หนึ่งมหาวิทยาลัย หนึ่งโรงไฟฟ้า” มีแต่  “หนึ่งมหาวิทยาลัย หนึ่งจังหวัด” ไม่ใช่เหรอ  ครับ สำหรับ “หนึ่งมหาวิทยาลัย หนึ่งจังหวัด”  นั้นสืบเนื่องเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2553 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาร่วมกับกระทรวงต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์อุดมศึกษาร่วมสร้างประเทศไทยน่าอยู่ เพื่อส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษามีบทบาทและมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนท้องถิ่น  โดยทั้งนี้มีประเด็นยุทธศาสตร์ประกอบด้วย

(1) พัฒนาวิชาการสายรับใช้สังคม

(2) หนึ่งมหาวิทยาลัยหนึ่งจังหวัด

(3) จัดตั้งศูนย์จัดการความรู้เพื่อพัฒนาจังหวัดในทุกสถาบันอุดมศึกษา

(4) การสร้างความเป็นพลเมืองของนิสิตนักศึกษา

(5) การสร้างบรรยากาศเพื่อการปรับตัวของสถาบันอุดมศึกษา               

               ที่กล่าวมาข้างต้นผู้เขียนคิดว่าหลายๆ ท่านทราบกันดีว่าประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยเอกชน มหาวิทยาลัยเปิด ซึ่งบางจังหวัดอาจจะมีจำนวนมหาวิทยาลัยมากกว่าหนึ่งแห่ง เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา เป็นต้น แต่ในทางตรงกันข้ามบางจังหวัดไม่มีมหาวิทยาลัย เช่น ยโสธร อำนาจเจริญ มุกดาหาร หนองบัวลำพู บึงกาฬ เป็นต้น ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะจังหวัดดังกล่าวมีขนาดเล็กทั้งจำนวนประชากรและพื้นที่  ดังนั้น จะเห็นว่าประเทศไทยของเรานั้นบางครั้งก็ไม่มีความเสมอภาคของการศึกษาเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรหรอก ผู้เขียนคิดว่าคนในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ คงจะยอมรับได้  อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้เขียนจะพยายามเชื่อมโยง คือ การที่มหาวิทยาลัยในพื้นที่จังหวัดต่างๆ นั้นใช้พลังงานเป็นจำนวนมากต่อการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ และด้านอื่นๆ  อันพลังงานที่ว่า คือ “พลังงานไฟฟ้า” มหาวิทยาลัยใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับแสงสว่าง สำหรับเครื่องปรับอากาศ สำหรับห้องปฏิบัติการด้านต่างๆ และอื่นๆ

                 กล่าวสำหรับพลังงานไฟฟ้านั้นอย่างที่เราๆ ท่านๆ ทราบกันดีว่ามีหลายประเภท เช่น ถ่านหิน นิวเคลียร์ น้ำ ลม แสงอาทิตย์ ขยะ พืชพลังงาน ก๊าชธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งแน่นอนครับว่าต้นทุนการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากที่มาต่างๆ ที่กล่าวมานั้นล้วนแต่แตกต่างกันตามเทคโนโลยีการผลิต  อันนี้ผู้เขียนไม่ใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานคงจะขออนุญาตข้ามไป แต่สำหรับพลังงานไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัยต่างๆ จะได้นั้นโดยส่วนมากเรามักจะซื้อจากการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย และที่สำคัญการชำระค่ากระแสไฟฟ้าของมหาวิทยาลัยมีค่าสูงมากๆ มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ที่มีนักศึกษาจำนวนมาก อุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าสำหรับการเรียนการสอนจำนวนมากก็ย่อมจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากแปรผันตามกัน  โดยบางครั้งนักศึกษาและประชาคมในมหาวิทยาลัยอาจจะไม่เห็นความสำคัญของการประหยัดการใช้พลังงาน เพราะหากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศช่วยกันคนละไม้คนละมือในการประหยัดพลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจัง ผู้เขียนเชื่อว่าเราจะมีพลังงานไฟฟ้าได้อีกยาวนาน และที่สำคัญคือ ค่ากระแสไฟฟ้าพลังงานไฟฟ้าที่ประหยัดได้นั้นสามารถนำไปพัฒนาการวิจัยด้านพลังงานหรือการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งๆ ขึ้น

                ที่นี้ “หนึ่งมหาวิทยาลัย หนึ่งโรงไฟฟ้า” มีความเป็นไปได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งผู้เขียนคิดว่ามีความเป็นไปได้อย่างมาก (และก็มีบางมหาวิทยาลัยก็ได้ดำเนินการไปแล้วเช่นกัน) สำหรับโรงไฟฟ้าในมหาวิทยาลัยนั้น ผู้เขียนคิดว่าแหล่งพลังงานบางอย่างคงจะไม่เหมาะสมเป็นแน่แท้เลย เช่น พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานน้ำ (จากเขื่อน) ถ่านหิน ก็คงจะเหลือที่เป็นไปได้ คือ ลม แสงอาทิตย์ ขยะ พืชพลังงาน ก๊าช (ที่เกิดจากขยะ)   มหาวิทยาลัยใดที่มีพื้นที่มากๆ มีขยะมากๆ ก็อาจจะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ และขยะ  มหาวิทยาลัยใดที่มีพื้นที่มีกระแสลมเพียงพอก็อาจจะพิจารณาใช้พลังงานจากกระแสลม  ครับอย่างที่บอกไปแล้ว ผู้เขียนไม่มีความชำนาญเชี่ยวชาญด้านพลังงาน แต่อย่างกจะเสนอความคิดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพื่อเป็นข้อมูลประกอบให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกันต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งต่างๆ ซึ่งข้อมูลจาก www.energychoices.in.th ได้นำเสนอว่า สำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ เป็นดังนี้

โรงไฟฟ้าถ่านหิน มีต้นทุนในการก่อสร้างประมาณ 54 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์ ส่วนต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 2.94 บาทต่อหน่วย

โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ มีต้นทุนในการก่อสร้างประมาณ 27 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์ ส่วนต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 4.34 บาทต่อหน่วย

โรงไฟฟ้าพลังงานลม พลังงานทางเลือกมีต้นทุนเพื่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ตั้งแต่ 60-85 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์ ส่วนต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 5-6 บทต่อหน่วย

โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้เงินลงทุนสูงถึง 80-125 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์ ขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า คิดเป็น 10-13 บาทต่อหน่วย

โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก มีต้นทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขั้นต่ำที่ 70 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์ ส่วนต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 2-10 บาทต่อหน่วย

โรงไฟฟ้าชีวมวล มีมูลค่าการลงทุนก่อสร้างก่อสร้างโรงไฟฟ้าขั้นต่ำที่ 70 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์ ขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 3-3.5 บาท ต่อหน่วย

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ มีต้นทุนในการก่อสร้างประมาณ 115 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ ขณะที่มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 2.79 บาทต่อหน่วย

          ครับ หากมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้พิจารณาให้มีการจัดตั้งโรงไฟฟ้าในมหาวิทยาลัยขึ้น ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ดังนี้

  1. มหาวิทยาลัยมีแหล่งพลังงานเป็นของตัวเอง ซึ่งจะทำให้สามารถประหยัดงบประมาณ และสามารถนำเงินที่ประหยัดได้นั้นไปพัฒนาด้านอื่นๆ อันจะทำให้เกิดการพัฒนาต่อยอดวิจัยที่ออกไปสร้างประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป
  2. มหาวิทยาลัยมีแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานอันจะทำให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนสามารถได้ประโยชน์การบริการวิชาการด้านพลังงาน
  3.  

         ที่นี้กล่าวสำหรับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในฐานะที่ผู้เขียนก็เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ (แต่ไม่ใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน) ก็เลยคิดว่า หากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีพิจารณาพื้นที่บางส่วนที่ยังไม่ได้ทำประโยชน์จัดลงทุนเป็นโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ (เพราะที่จังหวัดอุบลราชธานี มีโรงไฟฟ้าแสดงอาทิตย์ ที่ เขื่อนสิริธร และ กิโลเมตรที่ 29 อุบลฯ อำนาจเจริญ) และโรงไฟฟ้าชีวมวล (ที่ใช้พลังงานจากการเผาขยะและอื่นๆ ) โดยช่วงเวลากลางวันใช้พลังงานจากโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ และช่วงเวลากลางคืนจากพลังงานจากโรงไฟฟ้าชีวมวล  สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้นผู้เขียนคิดว่าเป็นหนอย่างหนึ่งในเรื่องการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ โดยมหาวิทยาลัยอาจจะรับซื้อขยะที่แยกแล้วจากนักเรียน นักศึกษา และประชาชน อันเป็นการเสริมสร้างวินัยสำหรับเรื่องขยะไปในตัว นักเรียน นักศึกษา ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีก็จะเห็นความสำคัญของขยะ และที่สำคัญคือ ได้รับเงินจากการที่เก็บและแยกขยะด้วย  ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนั้น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะมีแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานทั้งแสงอาทิตย์และชีวมวล เป็นแหล่งวิจัยด้านพลังงานทดแทนพลังงานทางเลือกของประเทศไทยในที่สุด

          และอีกพื้นที่แห่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คือ ภูผาเจีย จังหวัดมุกดาหาร อันเป็นที่ตั้งของวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีพื้นที่กว่า 1,000 กว่าไร่ สามารถที่จะสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ และ โรงไฟฟ้าพลังงานลม เนื่องจากบนภูผาเจียนั้นกระแสลมที่พัดผ่านจากแม่น้ำโขง สปป.ลาว ตลอดเวลาทั้งช่วงเวลากลางวันและกลางคืน  ซึ่งหากมีภาคเอกชนหรือรัฐบาลสนใจลงทุน ณ พื้นที่ดังกล่าวจะสามารถทำให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้รับประโยชน์เช่นกันไม่ว่าเป็นเรื่องผลตอบแทนเชิงปริมาณ (คือ เงินงบประมาณสนับสนุนกลับคืนสู่มหาวิทยาลัย) และ เชิงคุณภาพ (คือ มีแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานแสงอาทิตย์และลม) อาจจะโชคของวิทยาเขตมุกดาหารที่ในปี พ.ศ.2555 จะมีนักเรียนทุนปริญญาเอกด้านพลังงาน เมื่อสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกแล้วจะกลับมาใช้ทุนที่วิทยาเขตมุกดาหาร ซึ่งนักเรียนทุนท่านนี้เป็นคนมุกดาหาร (โดยสำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยมุกดาหาร ผู้เขียนก็อยากเห็นมุกดาหารกลับมาช่วยมุกดาหารให้มากๆ) ก็หวังว่าท่านนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันด้านการพลังงานในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร อันจะสอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดมุกดาหารข้อ 5 ที่ว่า “การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ว่า คือ แสงอาทิตย์และลมที่มีอยู่ตามธรรมชาติแล้วเราก็มาจัดการให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาจังหวัดมุกดาหารและประเทศชาติ

              สุดท้าย ผู้เขียนก็ได้แต่หวังว่าผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะได้ช่วยกันคิดช่วยกันพัฒนาและผลักดันให้เกิดโครงการ “หนึ่งมหาวิทยาลัย หนึ่งโรงไฟฟ้า” นะครับ

 อ้างอิง

http://ubumanoon.blogspot.com/2011/03/blog-post.html

http://www.energychoices.in.th/node/232

http://onknow.blogspot.com/2011/04/solar-farm.html

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 7
ผศ. ดร.มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์   25 ตุลาคม 2555 , 09:36 น.
  ความร่วมมือด้านการวิจัยพลังงานแสงอาทิตย์ระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ความเป็นมา เนื่องด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์โดยติดตั้งระบบติดตามดวงอาทิตย์แบบถ่วงน้ำหนัก( Solar Weighted Tracking System)ณ เขื่อนสิรินธรจังหวัดอุบลราชธานีกำลังผลิตติดตั้ง 1 เมกะวัตต์ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์เชิงพาณิชย์ของประเทศไทยจนได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น(SOE Award)ประเภทนวัตกรรมดีเด่นประจำปี 2554 จากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจและได้รับความเห็นชอบให้เป็นโครงการพัฒนากลไกที่สะอาดจากคณะกรรมการกลไกการพัฒนาสะอาดแห่งสหประชาชาติ ณ กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมันนีเรียบร้อยแล้ว ผลผลิตของโครงการโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ปีละ 1.7 ล้านหน่วย ซึ่งทดแทนน้ำม้นเตาได้348,000 ลิตรต่อปี และสามารถลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกจำนวน 7,716.91 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ในตลอดระยะเวลาโครงการ(Carrying Period)10 ปี พ.ศ.2556-2565 จึงเป็นการสนองตอบนโยบายของรัฐในการนำพลังงานหมุนเวียนในประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านพลังงานทดแทนให้แก่เยาวชนและประชาชนผู้สนใจทั่วไปตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลักการและเหตุผล โครงการโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้มีการพัฒนาระบบการติดตามดวงอาทิตย์แบบถ่วงน้ำหนักโดยใช้น้ำเป็นตัวกลางในการถ่วงน้ำหนักโดยออกแบบให้สามารถเคลื่อนที่ตามดวงอาทิตย์ได้ตั้งแต่ช่วงเวลา 09.00 น. จนถึง 15.00 น.โดยมีระบบป้องกันการแกว่ง(Shock Absorber) ทำให้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่าแบบที่ติดตั้งคงที่ ประมาณร้อยละ 10-20 ขึ้นอยู่กับฤดูกาลซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่คิดค้นและผลิตโดยบุคคลากรของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและในปัจจุบันได้จดทะเบียนอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้โครงการวิจัยโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการถ่ายทอดความรู้ด้านพลังงานทดแทนให้แก่สถาบันการศึกษาในพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีซึ่งมีพื้นที่ว่างเปล่าเป็นจำนวนมากที่สามารถนำมาใช้สร้างแหล่งเรียนรู้ ค้นคว้าวิจัยด้านพลังงานทดแทน ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติ ให้แก่อาจารย์และนักเรียน นักศึกษาในด้านพลังงานที่สะอาดได้เป็นอย่างดี แต่โดยที่การลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูงและเป็นนโยบายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่จะต้องสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับกิจการไฟฟ้าโดยมียอดจัดสรรเงินงบประมาณเในแต่ละปีๆละร้อยละ 3 ของกำไรสุทธิในขณะที่ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีภารกิจในการสนับสนุนการพัฒนาการเรียน การสอน เพื่อรองรับนักเรียน นักศึกษาและบุคคลการในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งมีภาระค่าใช้จ่ายในด้านการบริหารการศึกษาและด้านการเรียนการสอน ค่อนข้างสูงทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาแหล่งรายได้จากแหล่งทุนภายนอกมาอุดหนุนกิจกรรมการศึกษาด้านต่างๆ รวมทั้งใช้เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน ดังนั้นการสร้างความร่วมมือในกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบด้านนวัตกรรมการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทน นอกจากจะเป็นการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณของมหาวิทยาลัยแล้วยังเป็นการสนองตอบนโยบายสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับกิจการไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในอีกทางหนึ่งด้วย วัตถุประสงค์ 1.เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในด้านการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับกิจการไฟฟ้าและบุคคลากรร่วมกันระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเพื่อให้มีการใช้พลังงานทดแทนในพื้นที่ให้เกิดประโยขน์สูงสุด 2. เพื่อเป็นโครงการตัวอย่างนำร่องของความร่วมมือระหว่างรัฐวิสาหกิจกับสถาบันการศึกษาในกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม(CSR) ด้านการส่งเสริมการศึกษาด้านพลังงานทดแทน 3. เพื่อให้สถาบันการศึกษาได้มีโอกาสพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากประสบการณ์จริงรวมทั้งเป็นแหล่งฝึกฝนประสบการณ์ให้แก่คณะอาจารย์และนักศึกษา ผู้รับผิดชอบดำเนินโครงการ กองเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าและพลังงาน ฝ่ายพัฒนาและแผนงานโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี สถานที่ดำเนินโครงการ พื้นที่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งสามารถสนับสนุนโครงการได้ประมาณ 100-500ไร่จากพื้นที่มหาวิทยาลัยทั้งหมด 5,000 ไร่และพื้นที่วิทยาเขตมุกดาหาร ประมาณ 100-300ไร่จากพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,100 ไร่ วิธีการดำเนินโครงการ 1. มีการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเพื่อพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ 2. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้คัดเลือกเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่โครงการ และดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าโดยใช้รูปแบบการบริหารโครงการในลักษณะ BOT และมีคณะกรรมบริหารโครงการร่วมกันทั้งสองฝ่าย งบประมาณดำเนินโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้จัดสรรจากงบประมาณร้อยละ 3 ของกำไรสุทธิเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการภายใต้ความร่วมมือ ระยะเวลาดำเนินโครงการ ปีงบประมาณ 2557 เป็นต้นไป ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. การขยายผลโครงการพัฒนากลไกที่สะอาดและโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์จัดตั้งในสถาบันการศึกษาเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้การปฏิบัติจริงทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติด้านพลังงานทดแทนให้แก่นักศึกษาและครูผู้สอนของสถาบันการศึกษารวมทั้งเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจ 2. เป็นโครงการตัวอย่างนำร่องในด้านการสนับสนุนกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม(CSR)ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในฐานะรัฐวิสาหกิจที่มีภารกิจด้านกิจการไฟฟ้าที่เป็นรูปธรรม 3. สถาบันการศึกษาได้รับการพัฒนาและยกระดับการเรียนการสอนจากแหล่งเรียนรู้ในภาคปฏิบัติจริงจากหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านกิจการไฟฟ้าโดยตรง -------------------------------------- คณะกรรมการพลังงานทางเลือก หอการค้าไทย
ความคิดเห็นที่ 6
ผศ. ดร.มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์   20 เมษายน 2555 , 15:55 น.
  บริษัท เอสพีพี ไฟว์ จำกัดได้รับการส่งเสริมลงทุน ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังผลิต 8 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 787.2 ล้านบาท โดยใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบฟิล์มบาง (Thin Film) เพื่อจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จัดตั้งที่โครงการที่ อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด (ที่มา http://www.thainews-online.com/index.php?mo=3&art=442763) เป็นเรื่องที่ดีหากว่าที่มหาวิทยาลัยจะมีโรงไฟ้ฟาพลังงานแสงอาทิตย์ มาดำเนินการในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยโดยอาจจะเป็นลักษณะของการสัมปทานพื้นที่ลงทุน แล้วหลังจากนั้น 10-20 ปี เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย ผู้เขียนเพียงสมมติเท่านั้นเพราะอยากจะให้มี "หนึ่งมหาวิทยาลัย หนึ่งโรงไฟฟ้า" ครับ
ความคิดเห็นที่ 5
ประนอม รอดโพธิ์ทอง   27 กันยายน 2554 , 09:24 น.
  ดิฉันเห็นด้วยกับ อาจารย์ charoen chummul และดิฉันเชื่อว่างานทุกอย่างมีปัญหาหมดค่ะ แต่ในเมื่อมีโอกาสที่จะสร้างงานดีๆ ใว้ให้ลูกหลานในอนาคตได้พบได้เจอ ก็สุดยอดแล้วค่ะ ดีกว่าจะมาเอาโรงไฟฟ้านิเคลียร์ อย่างนี้ไม่เห็นด้วยโดยเด็ดขาด
ความคิดเห็นที่ 4
นาย วรเชษฐ์ แสงสีดา   11 กันยายน 2554 , 22:39 น.
  ถ้ามีโครงการดีๆแบบนี้ เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะมีประโยชน์อย่างมากครับ คือผมมองในส่วนการศึกษา ของนักศึกษานะครับ จะได้มีที่เรียนรู้และ ศึกษา ดูงาน ครับ วรเชษฐ์ แสงสีดา นักศึกษาปริญญาโท วศ. เครื่องกล
ความคิดเห็นที่ 3
charoen chummul   8 กันยายน 2554 , 15:15 น.
  งานหลายอย่างไม่เกิด เพราะเรามัวแต่คิด แต่ไม่ลงมือทำ เป็นไปได้แน่นอนสำหรับหนึ่งโรงไฟฟ้าหนึ่งมหาวิทยาลัย ยิ่งมหาวิทยาลัยอุบลฯ แล้วพร้อมหลายอย่าง ทั้งพื้นที่ทั้งวัตถุดิบ ขยะผ่านหน้าม. ทุกวัน ๆ ละหลายร้อยหลายพันตัน พลังงานจริง ๆ แล้วมีไม่กี่อย่าง ไม่แสงแดด ก็ขยะ(ที่เป็นปัญหาของโลกอยู่ขณะนี้)เปลี่ยนมาเป็นกระแสไฟฟ้าซะ วิธีการง่าย ๆ อะไรทำได้ทำไปก่อน คิดให้ใหญ่ไว้แต่เวลาทำให้ทำเล็ก ๆ แล้ววันหนึ่งมันก็จะใหญ่ไปเอง
ความคิดเห็นที่ 2
kulachet pianthong   20 สิงหาคม 2554 , 14:48 น.
  สวัสดี อีกครั้ง ครับ ไม่เห็นมีใคร แสดงความคิดเห็นเลยครับ เราจะมีโอกาส คุยกันมั๊ยครับ สัปดาห์ ที่แล้ว ผมมีโอกาส ไป ดู โรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาดเล็กๆ 150 kWe ที่เชียงราย เขาใช้ ซังข้าวโพด ครับ เอาแบบของเหลือทิ้งจาการเกษตร จริงๆ มาใช้ครับ ไม่ต้องเตรียมหรือลงทุนมาก ราคา ราวๆ 500 บาท/ตัน โรงไฟฟ้าแบบนี้ เราก็ทำได้ครับ ใครสนใจ ทางศูนย์พลังงาน ออกแบบ (และหาคนสร้าง)ให้ได้นะครับ แถวๆ ศรีสะเกษ ก็มีซังข้าวโพดเยอะ ครับ หากจะทำ ก็ต้องเชค ปริมาณ หรือ ทำ feas ก่อน แต่ค่าขนส่งก็ อาจจะแพงครับ แลกเปลี่ยน แค่นี้แหละครับ
ความคิดเห็นที่ 1
kulachet pianthong   4 สิงหาคม 2554 , 10:25 น.
  รู้สึกดี ครับ ที่มีคน คิด หรือ อยากทำเรื่องนี้ ทีมงานที่ทำเรื่องพลังงาน ก็ เคยคิด เคยอยากทำ แต่ก็ต้อง ล่าถอย กลับไป เนื่องจาก ปัญหา หลายอย่างๆ ใช่ ครับ พลังงาน เป็น ปัจจัยสำคัญ แล้ว ก็จะเป็น ปัญหา อุปสรรค ที่สำคัญ ในอนาคตด้วย ทั่วโลก ครับ คิด เล่นๆ คิดได้ ครับ แต่จะทำจริงๆ จะเกิดคำถาม อีกมากมาย เรื่อง เทคโนโลยีพลังงาน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานรูปแบบต่างๆ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ครับ know how/technologies เหล่านี้ มีอยู่ แต่เราก็ต้อง เลือกให้ ถูก ปัญหา คือ นโยบาย และ ทิศทาง ของ มหาวิทยาลัย ว่าจะเอาจริง แค่ไหน จะทำจริงมั๊ย จะเอาเงิน มาจากไหน หากทำแล้วขาดทุน จะเป็นอย่างไร จริงๆ แล้ว ควรคิด feasibily ในทุกๆ มุมมอง ทุกด้าน ก่อน อาจจะมี ด้านดี บ้าง ได้ภาพ ที่ดี แบบ หลายๆ โครงการ หลายๆ มหาวิทยาลัย โปรโมท แต่ ลึกๆ ข้างใน มันเจ็บ มีปัญหา เยอะแยะ หากเรา พร้อม จะ ยอมรับและแก้ไข ปัญหา ที่อาจจะเกิดขึ้น ก็ น่าทำ ครับ อย่างข้อมูล ที่ อ ตุ้ย (ขอ อนุญาต ใช้ชื่อเล่น นะครับ พี่) ให้มา (ถึงแม้จะมีแหล่งอ้างอิง) ในความเป็น จริง มีหลายอย่าง ที่ vary ไป ตาม conditons ต่างๆ อีก คงต้องมาดู ในรายละเอียด หากจะ ทำ ผม ก็ มองเห็น ข้อดี หลายอย่าง แต่ ก็ มองเห็น ปัญหา หลายอย่างมาก เช่นกัน คงต้อง คุยกัน ยาว ครับ หากอยากจะทำ เรื่องนี้ เรามีอาจารย์ หรือ คณะทำงาน มี connections ต่างๆ ที่จะทำได้ แต่ต้อง พูดข้อมูล จริงๆ กันครับ ว่า ทำแล้วจะเกิด อะไรต่อไป ต้อง project ไป ข้างหน้า แล้ว พร้อมที่ ทำต่อ หาก ได้ เริ่ม แล้ว... ทีม ที่ทำ เรื่องพลังงาน สนใจ ครับ ที่จะร่วมคิดต่อ มีข้อมูล และ มุมมอง ที่จะแลกเปลี่ยน อีกเยอะ ครับ ที่สำคัญ ใช้เงิน ไม่น้อย ผู้บริหาร จะว่าอย่างไรบ้าง และ หากทำเล็ก ทำแค่พอใช้ ยิ่งเล็ก ยิ่งแพง ทำขายด้วยดีกว่า มั๊ยครับ ใช้ทุน เยอะ แต่ ถูกกว่า (ต่อ unit) คืนทุนเร็วกกว่า stable มากกว่า and so on... นี่คือ ความเห็น ส่วนตัว นะครับ ยินดี ช่วยคิด ช่วยทำ ให้มหาวิทยาลัย ในส่วนที่มี ความรู้อยู่ นะครับ ง่ายๆ ครับ ทำ feas ก่อน หรือ นั่ง คุยกัน ก่อน ก็จะเกิด ประเด็น เยอะแยะ ครับ รศ.ดร.กุลเชษฐ์ เพียรทอง ศูนย์วิจัยและบริการด้านพลังงาน วศ. เครื่องกล
แสดงความคิดเห็น
      เข้าสู่ระบบ
  - ต้องทำการกรอก username และ password ก่อน จึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้
- username และ password เป็นอันเดียวกับที่ใช้ในการ login internet ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
 

ค้นหา
 
  About Me
 
ชื่อ :  ผศ. ดร.มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
ตำแหน่ง :  อดีต รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและชุมชนสัมพันธ์ และวิทยาเขตมุกดาหาร
หน่วยงาน :  ภาควิชาคณิตศาสตร์สถิติ
และคอมพิวเตอร์
คณะ/สำนัก :  คณะวิทยาศาสตร์
จำนวนเรื่อง :  24
จำนวนผู้ชม :  116613
Blog :  manoon
  เรื่องย้อนหลัง
๒๕ ปี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในมุมมองของข้าพเจ้า
UAV (Unmanned Aerial Vehicle):Drone กับการศึกษาจะเกี่ยวข้องก...
ปัญหาที่จอดรถยนต์ (ในอนาคตของ ม.อุบลฯ)
ความร่วมมือด้านการวิจัยพลังงานแสงอาทิตย์ระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผ...
เดิน : WALK แล้วนักศึกษาได้อะไร?
นักศึกษาใหม่ ควรจะทำอะไรที่ใหม่ๆ?
มาช่วยกันประหยัดพลังงานไฟฟ้ากันเถอะ?
อาเซียน อะไรก็ประชาคมอาเซียน?
ศิลปวัฒนธรรมเมืองนักปราชญ์ราชธานี
Marketing 3.0 for Education
 
 
 
พัฒนาโดย สำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
© Copyright 2010 - 2015 UBON RATCHATHANI UNIVERSITY
สงวนลิขสิทธิ์ 2553 - 2558 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี